บ้านน้าเพลงไทย, Baannapleangthai บ้านน้าเพลงไทย, Baannapleangthai บ้านน้าเพลงไทย, Baannapleangthai
 
 
บ้านน้าเพลงไทย, Baannapleangthai
หน้าบ้าน เกี่ยวกับเรา วิธีสั่งซื้อ ติดต่อเรา
 
 

Hand & Acme


กอไผ่ ขิมสาย จรัญสนิทวงศ์ เพลงครูคู่สมัย
เพลงชนก ฟังเพราะ ภุมริน ๑ ดำเนินเกวียน ภุมริน ๒ อรุณไขแสง
ภุมริน ๓ ดำเนินทราย ภุมริน ๔ ล่องน่าน ภุมริน ๕ สองคอน ภุมริน ๖ คำหอม
ภุมริน ๗ บุหลันลอยเลื่อน ภุมริน ๘ สายหมอกดอกเหมย ภุมริน แว่วเสียงขิม
แว่วเสียงขิมเมื่อวันวาน สุดสายหมอก แสนเสนาะ โหมรัก โหมโรง
โหมโรงประเดิมชัย อะลัว    

แว่วเสียงขิม ๑

๑ ลาวเจริญศรี

๑ เพลงตับ บทร้องตับลาวเจริญศรี ตอนต้นปรับปรุงจากบทละครเรื่อง ” พระลอ ” ฉบับของเจ้าพระยาเทเวศรวงษ์วิวัฒน(ม.ร.ว. หลาน กุญชร ตอนกลางมีผู้แต่งแทรกโดยอาศัย บทภาษาของการแสดงละครเรื่อง ” พระอภัยมณี ” ตอน “ ศึกเก้าทัพ ” และแต่งเสริมบ้าง ส่วนตอนท้ายปรับปรุงจากบทละครเรื่อง ” พระลอ ” ฉบับพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้า กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ ที่เรียกตับลาวเจริญศรี เนื่องจากบทร้องในเพลงลาวเล็กตัดสร้อยมีบทว่าเจริญศรี ทำนองตกเสียงสูงเด่นกว่าคำอื่นจึงเรียกเป็นชื่อตับ ตับชุดนี้เรียกอีกชื่อหนึงว่า ” ตับพระลอ เพลงในตับนี้มีตามลำดับดังนี้ เกริ่นลาวเล็กตัดสร้อย ลาวเล่นน้ำ ลาวกระตุกกี่ กระแตเล็ก(กราวกระแต) ดอกไม้เหนือ ลาวเฉียง เกริ่นลาวครวญ และลาวกระแซ

๒ เพลงเถา นายเฉลิม บัวทั่ง นำทำนองเพลงลาวเจริญศรี จากตับลาวเจริญศรีแต่งขยายเป็นอัตราสามชั้น และแต่งตัดเป็นอัตราชั้นเดียว ครบเป็นเพลงเถา โดยรวมเพลงลาวเล็กตัดสร้อยที่มี ๒ ท่อน ใช้เป็นท่อนที่ ๑ และนำเพลงลาวเล่นน้ำ ที่เป็นเพพลงท่อนเดียว มาใช้เป็นเพลงท่อนที่ ๒ แต่งเสร็จเมื่อวันที่ ๑๗ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๑๙


หม่อมหลวงต่วนศรี วรวรรณ
เพลงลาวเล่นน้ำสองชั้น สำเนียงลาว หม่อมหลวงต่วนศรี วรวรรณ แต่งทำนองประกอบการแสดงละครและบรรจุไว้ในเพลงตับลาวเจริญศรี 

๓ ลาวกระตุกกี่

เพลงลาวสามท่อนสองชั้น เป็นเพลงทำนองเก่า ประเภทหน้าทับสองไม้ มีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ลาวกระตุกกี่ ต่อมาหลวงประดิษฐไพเราะ(ศร ศิลปบรรเลง) ได้นำทำนองมาแต่งขยายเป็นอัตราสามชั้นและแต่งตัดเป็นชั้นเดียวครบเป็นเพลงเถา สำเร็จเมื่อวันที่ ๓๐ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๙๓ เรียกชื่อใหม่ว่า เพลงสาวเวียงเหนือ  

๔ ลาวกระแตเล็ก

เพลงขับร้อง ทำนองเก่าของพื้นเมืองล้านนา เทียบได้เท่ากับเพลงอัตราจังหวะสองชั้น นักดนตรีไม่ทราบนามได้นำเพลงกระแตเล็กนี้มาแต่งขยายเป็นเพลงอัตราจังหวะสามชั้น สำหรับใช้บรรเลงเป็นเพลงโหมโรง เรียกชื่อใหม่ว่า กระแตใหญ่ เพลงกระแตเล็กนี้เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า เพลงกระแตตัวเมีย  

๕ จระเข้หางยาว

๑. เพลงอัตราจังหวะสามชั้น นักดนตรีไม่ทราบนามแต่งจากเพลงสามเส้าสองชั้น และเปลี่ยนเรียกชื่อใหม่ว่า จระเข้หางยาว เพลงจระเข้หางยาว เพลงจระเข้หางยาวสามชั้นนี้อยู่ในแบบแผนของการบรรเลงเพลงเสภา หรือขับร้อง ซึ่งเป็นอันดับต่อจากเพลงพม่าห้าท่อน และรวมอยู่ในเพลงตับต้นเพลงฉิ่ง

๒. เพลงเถา มีนักดนตรีนำเพลงจระเข้หางยาวสองชั้นไปแต่งขยายเป็นอัตราจังหวะสามชั้นและแต่งตัดเป็นอัตราจังหวะชั้นเดียว ครบเป็นเพลงเถา มีลีลาทำนองเรียบ ๆ จัดเป็นทางธรรมดา มีหลายทางด้วยกัน เช่นทางของุคณหญิงไพฑรูย์ กิตติวรรณ แต่งให้วงดนตรีคณะบางคอแหลมทางหนึ่งทางของเรืออากาศเอกโองการ กลีบชื่นทางหนึ่ง และทางของนายสมภพ ขำประเสริฐอีกทางหนึ่งส่วนนายมนตรี ตราโมท ได้แต่งทำนองดนตรีของเพลงจระเข้หางยาวให้เป็นไปตามทางร้องแบบสักวา และให้มีสำเนียงเป็นบ้านนาไทย พร้อมทั้งแต่งบทร้องขึ้นใหม่ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๔ ต่อมา นายเฉลิม บัวทั่ง ได้นำเพลงจระเข้หางยาวทางสักวาสามชั้นของนายมนตรี ตราโมท มาแต่งตัดเป็นอัตราจังหวะสองชั้นและชั้นเดียวครบเป็นเพลงเถาอีกทางหนึ่ง เมื่อ พ.ศ.๒๕๑๘

๖ แป๊ะเถา

เพลงอัตราจังหวะสามชั้น พระประดิษฐ์ไพเราะ (มี ดุริยางกูร) แต่งขึ้นจากเพลงจีนซึ่งมีเรื่องเล่าว่าขณะที่พระประดิษฐ์ไพเราะกำลังเดินทางกลับจากสอนดนตรีในวัง ผ่านหมู่บ้านจีนได้ยินเพลงที่พวกจีนเล่นมโหรีจีนอยู่ จึงให้ศิษย์ที่ติดตาม ซึ่งมีครูสิน ศิลปบรรเลง และครูรอดช่วยกันจดจำทำนองต่อมาได้ช่วยกันแต่งเป็นชุดมีเพลงจีนอยู่ ๔ เพลง เพลงหนึ่งก็คือเพลงแป๊ะ

นักดนตรีไม่ทราบนาม นำเพลงแป๊ะอัตราจังหวะสามชั้น ซึ่งพระประดิษฐ์ไพเราะ (มี ดุริยางกูร) แต่งมา แต่งตัดในอัตราจังหวะสองชั้นและชั้นเดียวครบเป็นเพลงเถา
 

๗ เขมรไทรโยค

๑. เพลงอัตราจังหวะสามชั้น บทร้องและทำนองเพลงบรรยายความและเลียนเสียงธรรมชาติของน้ำตกไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัตติวงศ์ ทรงนิพนธ์ขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๔๓๑ โดยนำเพลงเขมรกล่อมลูกสองชั้นทำนองเก่า มาแต่งขยาย แทรกสำเนียงและเพิ่มลีลาให้บรรยายความตามทัศนียภาพที่ได้พบขณะที่ทรงตามเสด็จไปอำเภอไทรโยค เมื่อ พ.ศ. ๒๔๒๐ เพลงเขมรไทรโยคสามชั้นนี้ ทรงพระนิพนธ์เมื่อครั้งดำรงตำแหน่ง ผู้บัญชาการกรมยุทธนาธิการ และได้จัดบรรเลงถวายพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ในงานพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษาใน วันที่ ๒๐ กันยายน พ.ศ. ๒๔๓1 ณ ศาลายุทธนาธิการ ประทานชื่อเพลงอะไร และโดยที่เพบงนี้ขึ้นต้นบทร้องว่า "บรรยายความตามไท้ เสด็จยาตร ยังไทรโยคประพาสพนาสณฑ์" จึงเรียกชื่อเพลงนี้ว่า เขมรไทรโยคจนเป็นชื่อที่แพร่หลายไปในที่สุด

๒. เพลงเถา หลวงประดิษฐไพเราะ ( ศร ศิลปบรรเลง) ได้นำเพลงเขมรไทรโยคสามชั้น ซึ่งเป็นเพลงพระนิพนธ์ของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัติวงศ์ มาแต่งขยายเป็นอัตราจังหวะสี่ชั้น โดยดำเนินลีลาและทำนองตามแบบของเพลงเดิม พร้อมกันนี้ก็ได้แต่งตัดลงเป็นอัตราจังหวะตั้งแต่อัตราจังหวะสี่ชั้น สามชั้น สองชั้น และอัตราจังหวะชั้นเดียว แต่มักนิยมบรรเลงออกท้ายเครื่องด้วยเพลงสำเนียงเขมรต่าง ๆ ด้วย

๘ ลาวดำเนินทราย  

เพลงลาวดำเนินทรายสองชั้น ทำนองเก่า ประเภทหน้าทับสองไม้สำเนียงลาว มี ๒ ท่อน จ่าเผ่นผยองยิ่ง(โคม) แต่งเป็นทำนองร้องเพลงสักวา เพื่อให้เหมือนกับเพลงลาวคำหอม ต่อมาพระยาประสาน ดุริยศัพท์(แปลก ประสานศัพท์) ได้นำเพลงลาวดำเนินทรายทางร้องนี้ไปแต่งเป็นทำนองดนตรี ใช้บรรเลงทั่วไปนิยมทั้งวงปี่พาทย์วงเครื่องสายและวงมโหรี ทำนองเพลงนี้เป็นเค้าให้เกิดเพลงลาวดวงเดือน

นายพุ่ม บาปุยวาทย์ ได้นำทำนองมาแต่งขยายเป็นอัตราสามชั้น และแต่งตัดเป็นอัตราชั้นเดียว ครบเป็นเถาเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๐๓ สำหรับทางร้องและบทร้องในอัตราสามชั้นและชั้นเดียว นายจำเนียร ศรีไทยพันธุ์ เป็นผู้แต่ง นอกจากนี้ยังปรากฏว่า มีนักดนตรีนำทำนองเพลงลาวดำเนินทรายไปแต่ง เป็นสำเนียงภาษาต่างๆ หลายภาษา ส่วนนายเตือน พาทยกุล แต่งเป็นทางเปลี่ยนสำหรับใช้บรรเลงเป็นทำนองเที่ยวกลับ

๙ ลาวดวงเดือน

ผู้ทรงนิพนธ์เพลงนี้คือ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นพิชัยมหินทโรดม พระนามเดิม พระองค์เจ้าชายเพ็ญพัฒน์พงศ์ ในขณะที่มีพระชนมพรรษา ๒๑ พรรษา พระองค์ทรงเป็นพระเจ้าลูกยาเธอในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ในปี พ.ศ. ๒๔๔๖ พระองค์ทรงจบการศึกษาจากประเทศอังกฤษและได้เสด็จประพาสเชียงใหม่ ได้รับการต้อนรับจากเจ้าหลวงอินทวโรรสสุริวงศ์ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่และเจ้าแม่ทิพย์เนตร มีการจัดงานเลี้ยงต้อนรับขึ้น ในงานเลี้ยงครั้งนี้มี เจ้าราชสัมพันธวงศ์(ธรรมลังกา) และเจ้าแม่คำย่น ณ ลำพูน พร้อมธิดาคนโต เจ้าหญิงชมชื่นซึ้งมีอายุเพียง ๑๖ ปี

เจ้าหญิงชมชื่น(พระธิดาของเจ้าธรรมลังกา)

ที่ทำให้พระองค์เจ้าชายเพ็ยพัฒน์พงษ์ ถึงกับตะลึงในแบบรักแรกพบ ในวันรุ่งขึ้นพระองค์ได้ทรงให้ พระยานริศราชกิจ ข้าหลวงใหญ่ใมณฑลพายัพ นำพระองค์ไปเยี่ยมคุ้มเจ้าราชสัมพันธวงศ์(คุ้มหน้าวัดบ้านปิง ปัจจุบันคือบ้านใบเมียงที่ฝรั่งเช่าทำเป็นที่สอนศาสนา) และกลายเป็นแขกประจำคุ้ม ต่อมาได้ทรงให้พระยานริศราชกิจเป็นเถ้าแก่ไปเจรจาสู่ขอเจ้าหญิงชมชื่น แต่ทางบิดาฝ่ายหญิงผู้เชี่ยวชาญในด้านกฎหมายนั้นได้ทัดทาน (มิได้ปฏิเสธ)ไว้ สองเงื่อนไขคือ











๑ ขอให้รอจนเจ้าหญิงชมชื่นอายุ ๑๘ ปี เสียก่อน

๒ ต้องทำให้ถูกต้องตามขนบธรรมเนียม คือ พระองค์จะอภิเษกสมรสต้องได้รับพระบรมราชานุญาต

เป็นสะใภ้หลวง มิฉะนั้นก็จะเป็นเพียงแค่นางบำเรอ

เหตุที่ ทัดทานครั้งนี้เกิดจากเรื่องความรักระหว่างพระองค์เจ้าโสณบัณฑิต เจ้านายในราชวงศ์จักรีนี้ เคยเกิดขึ้นใน พ.ศ. ๒๔๓๓ มาแล้ว คือ พระองค์เจ้าโสณบัณฑิต พระราชโอรสในสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ พระน้องยาเธอใน พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชการที่ ๕ ได้เสด็จมาปราบปรามพวกยางแดง แถวแม่น้ำสาละวิน(คง) และได้พบรักกับ เจ้าหญิงข่ายแก้ว ธิดาเจ้าทักษิณนิเกตน์(มหายศ) และทรงสู่ขอจากเจ้าทักษิณนิเกตน์(มหายศ) แต่ไม่ได้รับพระบรมราชานุญาตในการเสกสมรส และไม่มีพระโอรสและพระธิดาด้วยกัน ครั้นพระองค์เจ้าโสณบัณฑิตเสด็จกลับกรุงเทพก็ไม่ได้เอาลงมาด้วยเพราะมีหม่อมเอมอยู่แล้ว ทำให้เจ้าหญิงข่ายแก้ว กลายเป็น “ แม่ร้าง ” ที่จะไปร้องเรียนกับใครก็ไม่ได้ เจ้าราชสัมพันธ์วงศ์(ธรรมลังกา) จึงไม่ปรารถนาให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยจึงได้ทัดทานไว้ และพระองค์จึงเสด็จกลับกรุงเทพเพื่อปรึกษาญาติผู้ใหญ่ซึ้งก็ได้รับการทัดทานอย่างหนักหน่วง เมื่อไม่สมหวังก็ทรงหันเข้าหาความเยือกเย็นแห่งดนตรีไทยดับความรุ่มร้อนในหัวอก และก็ทรงนิพนธ์เพลงนี้จากบทร้องจากวรรณคดีเรื่อง “ พระลอ ” ขึ้นมาทำให้เกิดตำนานรักเพลง

๑๐ แขกบรเทศ

เพลงเถา พระประดิษฐไพเราะ (มี ดุริยางกูร) นำเพลงแขกบรเทศสองชั้นและชั้นเดียว ซึ่งอยู่ในประเภทเพลงสองไม้และเพลงเร็ว เป็นเพลงที่มี ๒ ท่อน ในการแสดงนิยมนำเพลงบรเทศสองชั้นไปประกอบแสดงโขน ละคร หรือประกอบระบำที่มุ่งการอวยพรบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ พระประดิษฐไพเราะ (มี ดุริยางกูร) ได้แต่งขยายขึ้นเป็นอัตราจังหวะสามชั้น นำมาเรียบเรียงและบรรเลงขับร้องเป็นเพลงเถา

แว่วเสียงขิม

๑ ลาวคำหอม

๑) เพลงลาวคำหอมสองชั้น เดิมเพลงนี้มีเฉพาะทางร้องที่เรียกว่า “ ทางสักวา ” จ่าเผ่นผยองยิ่ง(จ่าโคม) แต่งขึ้นโดยไหวพริบปฎิภาณ ทั้งบทร้องและทำนองทางร้อง ต่อมาพระยาประสานดุริยศัพท์(แปลก ประสานศัพท์) ได้แต่งทางรับใช้ในวงเครื่องสายปี่ชวาก่อน แต่ภายหลังจึงมีผู้นิยมนำไปบรรเลงและขับร้องในวงปี่พาทย์ วงมโหรี จนแพร่หลายเพลงนี้มีความหมายในเชิงรักอย่างอ่อนหวาน บางท่านเรียกชื่อเพลงนี้ว่า “ ลาวประทุมมาลย์ ”

๒) เพลงเถา ท่านครู หลวงประดิษฐไพเราะ(ศร ศิลปบรรเลง) ไดนำมาทำเป็นเพลงเถาแต่ได้สูญหายไป นาย เจริญ แรงเพ็ชร ได้อธิบายโดยอ้างอิงถึง ครู พิมพ์ ครู เผือด นักดนตรีมีชื่อ ซึ่งเป็นคนระนาด เคยได้ไว้และลืม ต่อมา พ.ศ. ๒๕๐๒ นาย เจริญ แรงเพ็ชร จึงแต่งเป็นเถาใหม่โดยยึดทำนองเพลงลาวคำหอม ของจ่าเผ่นผยองยิ่ง(จ่าโคม) ส่วนบทร้องทั้งเถา ยังคงใช้บทเดิมของเนื้อร้องของ ท่านครู หลวงประดิษฐไพเราะ(ศร ศิลปบรรเลง)

๒ ลาวสวยรวย

เพลงลาวสวยรวยสองชั้น ประเภทหน้าทับสองไม้ เป็นเพลงสำเนียงลาว มี ๒ ท่อน เกิดขึ้นในยุคสมัยรัชกาลที่ ๖ ซึ่งประพันธ์ทำนองโดย หม่อมหลวงต่วนศรี วรวรรณ สำหรับใช้ในการแสดงละครเรื่อง ” พระลอ ” พระนิพนธ์ในพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวรวรรณากร กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ เมื่อประมาณ พ.ศ. ๒๔๗๕ นางมหาเทพกษัตรสมุห์(บรรเลง สาคริก) นำทำนองมาแต่งขยายเป็นอัตราสามชั้น คุณหญิงชิ้น ศิลปบรรเลง แต่งทางร้อง ต่อมาใน พ.ศ. ๒๕๐๕ นายสุวิทย์ บวรวัฒนา ได้นำทำนองในอัตราสามชั้นมาแต่งเป็นทางเปลี่ยนพร้อมทั้งแต่งตัดเป็นอัตราชั้นเดียว ครบเป็นเพลงเถา  

๓ สร้อยลำปาง

เพลงเถา นายบุญยงค์ เกตุคง แต่งจากเพลงสร้อยลำปางสองชั้นหรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า ลาวลำปาง อัตราสองชั้น ทำนองเก่าประเภทหน้าทับสองไม้ มี ๒ ท่อน เมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๗ ทางหนึ่ง และนักดนตรีในวงดนตรีไทย ของกรมประชาสัมพันธ์ร่วมกันแต่งทำนองร้องและทำนองดนตรี เมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๑ อีกทางหนึ่ง  

๔ ลาวเสี่ยงเทียน

เพลงลาวเสี่ยงเทียน เป็นเพลงอัตราสองชั้น ทำนองเก่าสำเนียงลาว ประเภทหน้าทับสองไม้ นักดนตรีไม่ทราบนามแต่งทำนองเพลงไว้โดยมิได้ตั้งชื่อเพลง ต่อมาวงการละครนำทำนองไปบรรเลงขับร้องประกอบการแสดงละครเฉพาะท่อนแรก โดยบรรจุบทร้องว่า"เจ้าสาวโคมเวียงเสี่ยงเทียนถวาย ขอน้อมกายก้มเกล้าเข้าหา" คนทั่วไปจึงได้ยินจึงเรียกชื่อตามเนื้อร้องว่า เพลงลาวเสี่ยงเทียน จนเป็นที่รู้จักกันโดยทั่วไป หลวงประดิษฐไพเราะ(ศร ศิลปบรรเลง) ได้แต่งขยายเป็นอัตราสามชั้น พร้อมทั้งเที่ยวเปลี่ยน เมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๑ และแต่งตัดเป็นชั้นเดียว ครบเป็นเพลงเถา เมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๖ โดยแต่งทำนองให้เป็นสำเนียงภาคเหนือและแต่งทำนองทางเปลี่ยนทั้ง ๒ ท่อน ของอัตราจังหวะสามชั้นและสองชั้น บทร้องนำมาจากบทละครเรื่อง "พระลอนรลักษณ์" พระราชนิพนธ์ในกรมพระราชวังบวรมหาศักดิพลเสพ

๕ เขมรละออองค์

เพลงอัตราจังหวะสามชั้น หลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) แต่งขยายเพลงเขมรเขาเขียวสองชั้น โดยแต่งเป็นทางกรอ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๗ นับเป็นเพลงแรกที่แต่งด้วยทาง "กรอ" เรียกชื่อว่าเพลงเขมรเขาเขียวสามชั้น ครั้นเมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๘ หลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) ได้โดยเสด็จสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงลพบุรีราเมศวร์ ซึ่งทรงดำรงตำแหน่งอุปราชปักษ์ใต้ และในปีนั้นเองพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวได้เสด็จประพาสเลียบมณฑลปักษ์ใต้ เมื่อเสด็จถึงจังหวัดนครศรีธรรมราช วงปี่พาทย์ของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอเจ้าฟ้ากรมหลวงลพบุรีก็จัดการบรรเลงดนตรีถวาย ได้นำเพลงเขมรเขาเขียวสามชั้นที่แต่งขึ้น โดยได้เปลี่ยนเรียกชื่อเพลงนี้ใหม่ว่า "เพลงเขมรเลียบพระนคร" เพื่อเป็นอนุสรณ์ในการเสด็จพระราชดำเนินครั้งนั้น ต่อมาได้แต่งตัดลงเป็นชั้นเดียว ครบเป็นเพลงเถา เพลงนี้บางทีเรียกว่า เขมรเลียบนคร  

๖ ลาวจ้อย

เพลงลาวจ้อยสองชั้น สำเนียงลาว มีชื่อรียกแตกต่างกันไป คือลาวต่อไก่ ลาวเง สร้อยแสงแดง เป็นเพลงที่ใช้บรรเลง-ขับร้องประกอบรำบำไก่ ในละครเรื่อง ” พระลอ ” ส่วนชื่อลาวจ้อย เรียกตามสร้อยของทำนองเพลงที่มีบทว่า ” จ้อยแม่นา ”

๗ แสนคำนึง

เพลงเถา เพลงนี้ในอัตราสองชั้นเป็นทำนองเก่า ประเภทหน้าทับสองไม้สำเนียงลาว เป็นเพลงคู่กับเพลงต้อยตริ่งมาแต่โบราณ หลวงประดิษฐไพเราะ๖ศร ศิลปบรรเลง) ได้แต่งครบเป็นเพลงเถาเมื่อ พ.ศ. ๒๔๘๓ เรียกชื่อเพลงว่า " แสนคำนึง " ต่อมาได้แต่งเติมใหม่ในสมัยที่ดนตรีไทยถูกห้ามบรรเลงเมื่อ พ.ศ.๒๔๘๕ ในชั้นเดียวของเพลงนี้นิยมบรรเลงออกเพลงเดี่ยวของเครื่องดนตรีต่างๆในวง ความหมายของเพลงแสนคำนึงบรรยายถึงความเศร้าสร้อยครุ่นคิดคำนึง นอกจานี้ผู้แต่งยังได้ริเริ่มนำเอากรบรรเลงขึ้นต้นที่เรียกว่า " ลูกนำ "(Introduction) มาใช้ในวงการเพลงไทย

๘ เขมรอมตึ๊ก

เพลงอัตราจังหวะสองชั้น สำเนียงเขมร ประเภทหน้าทับปรบไก่ มี ๒ ท่อน ท่อน ๑ มี ๔ จังหวะ ท่อน ๒ มี ๓ จังหวะ ใช้บรรเลงขับร้อง ในการแสดงละคร นายเฉลิม บัวทั่ง ได้นำมาแต่งขยายเป็นอัตราสามชั้นและแต่งตัดเป็นอัตราชั้นเดียว ครบเป็นเถา เพลงนี้วงปี่พาทย์ไม้แข็งคณะศิษย์ดุริยศัพท์ ได้นำออกบรรเลงครั้งแรก ณ สังคีตศาลา กรมศิลปากร เมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๖ ต่อมานายเอื้อ สุนทรสนานหัวหน้าวงสุนทราภรณ์ ได้นำทำนองสามชั้นไปบรรจุเนื้อเต็ม ขับร้องเป็นเพลงไทยสากลเรียกชื่อว่าพายเรือพลอดรัก สำหรับทำนองที่นายเฉลิม บัวทั่ง แต่งครบเป็นเพลงเถานี้ นายมนตรี ตราโมท ได้เปลี่ยนชื่อให้ใหม่ว่า เพลงเขมรพายเรือ นอกจากนี้นายเจริญ แรงเพ็ชร ยังได้นำทำนองอัตราสองชั้น มาแต่งขยายเป็นอัตราสามชั้น เมื่อพ.ศ. ๒๔๗๙ อีกทางหนึ่งด้วย

แว่วเสียงขิม ๑ และ ๒

ซีดีทั้ง ๒ ชุดนี้จัดทำเอ ใช้เสริมการสอนขิมขิงชมรมดนตรีไทยมูลนิธิหลวงประดิษฐไพเราะ(ศร ศิลปบรรเลง) โดยมีจุดประสงค์ให้สมาชิกได้นำไปฟังเพื่อให้เกิดความคุ้เคยกับทำนองเพลงที่เรียนตามหลักสูตร ดังนั้นจึงบันทึกเสียงด้วยแนวการบรรเลงที่ไม่เร็วนัก เพื่อให้สามารถฟังได้ชัดเจนเหมาะสำหรับผู้ที่เริ่มฝึกหัดขิม

ทางเพลง ชนก สาคริก

ผู้บรรเลงขิม นิธิ ศรีสว่าง

ผู้บรรเลงโทน,รำมะนา,ฉิ่ง นิธิ ศรีสว่าง

ปรับแต่งเสียง ชัยพร จิรจิตโกศล

ผู้ผลิต ชมรมดนตรีไทยมูลนิธิหลวงประดิษฐไพเราะ(ศร ศิลปบรรเลง)

  ขิม

พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานให้คำอธิบายไว้ว่า " เครื่องดนตรีจีนชนิดหนึ่ง รูปคล้ายพระจันทร์ครึ่งซีก ใช้ตี"

kim1x1.jpg (17852 bytes) ในสมัยโบราณนั้นขิมของจีนเป็นทั้งเครื่องตี เครื่องสี และเครื่องดีด มีประวัติกล่าวไว้ว่า   มีเจ้าเมืองแห่งหนึ่งชื่อ   " จีเซียงสี" ปกครองเมืองอยู่ได้ สองปีก็เกิดภัยพิบัติเป็นพายุใหญ่   ทำให้ไม้ดอกไม้ผลโรยร่วงหล่นไปสิ้น จูเซียงสี จึงปรึกษากับขุนนางว่าจะทำประการใด   ดี ขณะนั้นขุนนางคนหนึ่งได้กล่าวขึ้นว่า   เมื่อก่อนได้ทราบว่า พระเจ้าฮอกฮีสี ฮ่องเต้ ได้สร้างขิมชนิดหนึ่งมีสาย ห้าสาย ถ้าหากว่าแผ่นดินมีทุกข์สิ่งใดเกิดขึ้น ก็ให้นำขิมที่สร้าง ขึ้นนั้นมาดีดขึ้น   เนื่องจากว่าขิมนั้นเป็นชัยมงคล จูเซียงสี จึงสั่งให้ช่างทำขิมห้าสายแจกให้ราษฏร ที่เกิดทุกข์เข็ญ เมื่อราษฏร ดีดขิมขึ้น เสียงที่ออกมามีความไพเราะ ทำให้ลมสงบ ต้นไม้ทั้งหลาย ก็ติดดอกออกผลบริบูรณ์ทั่วถึงกันชาวจีนถือว่าขิม เป็นเครื่องสีที่ให้เสียงประสานกันอย่างบริสุทธิ์ ถ้านำมาบรรเลงควบกับพิณอีกชนิดหนึ่ง ที่เรียกว่า " เซะ" หรือ " เซ็ก" ซึ่งมีมากสาย ก็จะเป็น สัญลักษณ์ แลดงถึงความสามัคคี ประสานกันเป็นอย่างดี ขงจื้อได้กล่าวไว้ว่า  

" ผู้ซึ่งมีสามัคคีรสเป็นสุขสบายอยู่กับภรรยาและลูก ก็เปรียบเสมือนดนตรีขิม และพิณเซะฉะนั้น"

        ขิมเข้ามาในประเทศไทยในสมัยรัชกาลที่ ๔ โดยชาวจีนนำมาบรรเลงรวมอยู่ในวงเครื่องสายจีน และประกอบการแสดงงิ้วบ้าง บรรเลงในงานเทศกาล และงานรื่นเริงต่างๆบ้าง
       นักดนตรีไทยนำขิมมาบรรเลงในสมัยต้นรัชกาลที่ ๖ โดยแก้ไขบางอย่าง คือเปลี่ยนสายลวดทองเหลืองให้มีขนาดโตขึ้น เทียบเสียงเรียงลำดับไปตลอดจน ถึงสายต่ำสุด เสียงคู่แปดมือซ้ายกับมือขวามีระดับเกือบตรงกัน เปลี่ยนไม้ตีให้ใหญ่และก้านแข็งขิ้น หย่องที่หนุนสาย มีความหนา กว่าของเดิมเพื่อให้เกิดความ สมดุล และมีความประสงค์ให้เสียงดังมากขึ้น และไม่ให้เสียงที่ออกมาแกร่งกร้าวเกินไป ให้ทาบสักหลาดหรือหนัง ตรงปลายไม้ตี   ส่วนที่กระทบกับสาย ทำให้เสียงเกิดความนุ่มนวล และได้รับความนิยม บรรเลงร่วมอยู่ในวงเครื่องสายผลมจนถึงปัจจุบัน
        เพลงที่นิยมบรรเลงกันมากคือ   เพลงขิมเล็ก   และเพลงขิมใหญ ่   ซึ่งเป็นเพลงสำเนียงจีนที่เกิดขึ้นในราวปลายรัชสมัยรัชกาลที่ ๔ โดยพระประดิษฐ์ไพเราะ ( ครูมีแขก) ได้จำทำนองการตีขิมของคนจีน แล้วมาแต่งเป็นเพลงในอัตรา ๒ ชั้นได้ ๒ เพลง ตั้งชื่อว่า เพลงขิมเล็ก และ เพลงขิมใหญ่ สำหรับเพลงขิมเล็ก พระประดิษฐ์ไพเราะได้แต่งขยายเป็นอัตรา ๓ ชั้น ส่วนเพลงขิมใหญ่ ครูช้อย สุนทรวาทิน ได้แต่งขึ้นเป็น อัตรา ๓ ชั้น เช่นกัน และทั้ง ๒ เพลงนี้ ครูมนตรี ตราโมท ได้แต่งตัดลงเป็นอัตราชั้นเดียว จนครบเป็นเพลงเถา เมื่อประมาณปี พุทธศักราช ๒๔๗๘ และได้รับความนิยมมาจนถึงปัจจุบันนี้

http://www.dontrithai.com/other/other1.htm
ขั้นตอนในการสอนขิม , จะเข้าจะสอนอย่างไร

ขั้นตอนในการสอนเครื่องดนตรีทุกชนิดนั้น ประการแรกจะต้องมีการแนะนำให้รู้จักเครื่องดนตรีชนิดที่จะต้องเรียนก่อนเมื่อรู้จักเครื่องดนตรีแล้ว   ก็เริ่มแนะนำวิธีปฎิบัติหรือฝึกหัดเป็นลำดับถัดไปขิม         จะต้องแนะนำให้รู้จักส่วนต่างๆของขิมให้ทราบโดยละเอียด   เช่น ภายในฝาขิมจะมีที่เก็บไม้ขิม   หลักคล้องสายขิม
ช่องเสียง   ตัวขิม   นมขิม หลักขึ้นสาย   ไม้ตีขิม   ฆ้อน ที่ขึ้นสาย   ฯลฯ จะเข้   ผู้สอนต้องแนะนำให้รู้จักส่วนต่างๆ   เช่น   ไม้ดีดลูกบิดสายเอก   ลูกบิดสายทุ้ม    ลูกบิดสายลวด   นมจะเข้   ช่องเสียง   กล่องเสียง หย่อง   แหน   เป็นต้อน

ขั้นตอนที่สอง   ฝึกภาคปฎิบัติ การจับไม่ตีขิม   การพันไม้ดีดจะเข้ และการนั่งจะต้องถูกวิธี   คือ   ตัวตรง

มีสง่า   สำหรับขิม    ฝึกหัดตีกรอคู่แปดแถวซ้าย-ขวา เมื่อคล่องให้ตีกรอคู่แปดแถว ซ้าย-กลาง    ตีกรอคู่แปดแถว   กลาง-ขวา
ขั้นตอนต่อไป   ตีสลับสามแถว   เป็นแถว ซ้าย-กลาง แถวซ้าย-ขวา   ด้วยมือ   ซ้าย-ขวา-ซ้าย-

ขวา   สลับกัน     ฝึกตีสบัดขึ้นลง ตีสบัดผสมแถวซ้าย    ตีสบัดผสมแถวกลาง   ตีสบัดผสม

แถวขวา   เมื่อคล่องดีแล้ว ก็ให้ฝึกตีกรอคู่สาม คู่สี่ ต่อจากนั้นก็ให้ฝึกตีทำนองเพลง    และฝึกเล่นรวมวงเป็นลำดับถัดไป

เรื่องราวของขิม

ขิม เป็นเครื่องดนตรีประเภท เครื่องตี เป็นหนึ่งในวง เครื่องสายประสมของไทย ใช้บรรเลงทำนอง นิยมเล่น แพร่หลายในช่วงสมัยรัชกาลที่ ๖ โดยการนำเข้ามาของ พ่อค้าชาวจีน แต่ขิมมีต้นกำเนิดที่แท้จริงมาจากชาวเปอร์ เชีย ซึ่งได้นำเข้าไปเผยแพร่ในประเทศจีนมาก่อน ดังจะ เห็นได้จากการที่ชาวจีนเรียกขิมว่า “ หยางฉิน ” ซึ่งแปลว่า เครื่องดนตรีของชาวต่างชาติ ส่วนชาวตะวันตกเรียก ขิมว่า “Hammer Dulcimer” ซึ่งหมายถึง พิณที่ใช้ฆ้อน ตี เมื่อขิมถูกนำมาบรรเลงผสมกับเครื่องดนตรีไทย จน เป็นที่นิยม จึงมีการปรับแต่งรูปทรงและชิ้นส่วนต่างๆ ให้เหมาะสมและมีความเป็นไทยมากยิ่งขึ้น และยังมีการ พัฒนาต่อไปเป็นขิมรูปแบบอื่นๆ อีกมากมายในปัจจุบัน

ส่วนประกอบขิม
          ขิมรูปทรงมาตรฐานที่ได้รับความนิยมเรื่อยมาตั้งแต่อดีต จนถึงปัจจุบัน คือ ขิมหยัก ขิมหยักประกอบด้วยชิ้นส่วนหลัก ๒ ชิ้น คือส่วนตัวขิม และส่วนฝาขิม เมื่อเวลากางออกมาเรียงคู่กัน จะดูเหมือนรูปผีเสื้อกางปีก จึงมีชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า ขิมผีเสื้อ
ตัวขิม มีลักษณะเป็นกล่องไม้ ภายในกลวง ทำหน้าที่คล้ายตู้ลำโพงขยายเสียง...ด้านซ้ายของตัวขิม คือ หมุดยึดสายขิม จำนวน ๔๒ หมุด ลักษณะ เป็นแท่งโลหะ ตอกยึดลงบนตัวขิม ใช้สำหรับพันปลายสายขิมข้างหนึ่งไว้ ส่วนปลายสายอีกข้างหนึ่ง จะขึงไว้กับ หมุด ตั้งสาย ซึ่งอยู่ทางขวาสุดของตัวขิม จำนวน ๔๒ หมุดเช่นกัน มีลักษณะคล้ายกับหมุดยึดสายขิม แต่เป็นแท่งโลหะเกลียว ขันยึดกับตัวขิม ทำให้สามารถหมุนปรับความตึงสายได้
          ถัดเข้ามาจากหมุดยึดสายขิมทั้ง ๒ ข้าง คือ หย่องหนุนสายขิม ลักษณะเป็นแท่งไม้รูปสามเหลี่ยม บางตัวจะมีแท่งโลหะเสริมอยู่ด้านบน
          ตรงกลางของตัวขิมจะมีแผ่นไม้รองรับสายขิมอยู่ ๒ แผ่น เรียกว่า หย่องขิม ลักษณะเป็นแผ่นไม้ฉลุ เซาะเป็นร่องสลับกับแท่งหย่อง แผ่นหนึ่งจะมี ๗ หย่อง หย่องขิมจะวางติดอยู่บนหน้าขิม ด้วยแรงกดของสายขิมเท่านั้น ไม่มีการติดยึดกับตัวขิมแต่อย่างใด ทั้งนี้เพื่อให้สามารถเลื่อนปรับแท่งหย่องไปมา เพื่อปรับตั้งเสียงทั้งสองข้างของหย่องได้
          สำหรับ สายขิม นั้นทำจากลวดทองเหลือง หรือลวดสเตนเลส มีทั้งหมด ๔๒ เส้น โดยแบ่งขึงเป็นแถว แถวละ ๓ เส้น เสียงขิม ๑ เสียงจะเกิดจากการตีลงบนสายขิมทั้ง ๓ เส้นพร้อมกันในครั้งเดียว
          บริเวณบนหน้าขิม จะถูกคว้านเป็นรูกลมๆ ๒ รู ปิดทับด้วยแผ่นลายฉลุเพื่อความสวยงาม รูนี้มีไว้สำหรับเป็น ช่องเสียง ซึ่งจะช่วยทำให้เกิดความกังวาน ไพเราะ ไม่อับทึบ
          อุปกรณ์สำคัญที่ทำให้เกิดเสียงก็คือ ไม้ตีขิม ทำด้วยไม้ไผ่ เหลาจากโคนด้ามใหญ่ ให้เรียวแบนจนถึงปลาย ส่วนตรงปลายที่ใช้ตี ทำเป็นสันไม้นูน นิยมหุ้มด้วยหนังเพื่อให้เสียงนุ่มขึ้น เสียงขิมจะดังหรือเบา จะแหลมหรือทุ้ม ขึ้นอยู่กับไม้ขิมตรงส่วนนี้ด้วย
          อุปกรณ์เสริมที่จำเป็นอีกอันหนึ่งก็คือ ที่ตั้งเสียง ลักษณะเป็นโลหะรูปทรงกระบอก ไว้ใช้ครอบหัวหมุดตั้งสาย เพื่อหมุน ปรับแต่งความตึงของสายให้ได้ระดับเสียงสูงต่ำที่ต้องการ

การจับไม้ขิม และวิธีการตี
การวางขิม ในการบรรเลงดนตรีไทย นักดนตรีจะนั่งพับเพียบกับพื้น และวางเครื่องดนตรีที่จะบรรเลงไว้ข้างหน้า
สำหรับขิมนั้น สามารถจัดวางบนพื้นได้ ๒ ลักษณะคือ วางฝาขิมคว่ำลงกับพื้นก่อน แล้วจึงวางตัวขิมทับลงไปในทิศทางเดียวกัน... อีกลักษณะหนึ่งคือ หงายฝาขิมขึ้น แล้ววางตัวขิมทับลงไปแบบสลับทิศทางกัน ซึ่งการวางแบบนี้จะทำให้เสียงขิมมีความกังวานมากกว่า เพราะมีฝาขิมทำหน้าที่เสมือนกล่องลำโพงช่วยขยายเสียงด้วย แต่มีข้อเสียคือ ฝาขิมอาจเป็นลอยขีดข่วนได้ง่าย

การนั่ง เวลานั่งบรรเลง ควรนั่งให้ห่างจากตัวขิมในระยะที่พอดีกับช่วงแขนของตน โดยประมาณจากระยะของแขนที่จะต้องยื่นไปตีตำแหน่งสายที่อยู่บนสุด กับสายที่อยู่ล่างสุด ให้มีความคล่องตัว ไม่ติดขัด

การจับไม้ การจับไม้ขิม ให้จับบริเวณปลายสุดของด้ามไม้ โดยให้ไม้วางอยู่บนข้อนิ้วชี้ แล้วใช้นิ้วหัวแม่มือกดทางด้านบนให้แน่น ส่วนนิ้วที่เหลือให้ประคองด้ามไม้ไว้แค่พอหลวมๆ โดยที่ปลายนิ้วก้อยจะอยู่บริเวณปลายไม้พอดี ควรถือไม้ให้มืออยู่เหนือระดับสายขิมเล็กน้อย อย่าอยู่ต่ำกว่าสายขิม เพราะจะทำให้ไม่สามารถตีตำแหน่งสายขิมด้านบนได้

การตี วิธีตีขิม ให้ใช้เพียงส่วนข้อมือ ตีแบบสะบัดในลักษณะเหมือนกับการเคาะ นั่นคือเมื่อปลายไม้กระทบกับสายขิมแล้ว จะต้องมีอาการดึงไม้กลับด้วย ไม่ใช่ตีลงไปแล้วปล่อยไม้ขิมค้างไว้ … หรือตีขึ้นลงทั้งท่อนแขน...ต้องตีให้บริเวณหัวไม้กระทบลงบนสายขิมเท่ากันทั้ง ๓ สาย เพื่อให้เกิดเสียงที่ ชัดเจนเพียงเสียงเดียวเท่านั้น โดยตีห่างจากหย่องขิมประมาณ ๑ นิ้ว หากตีไม่ถูกต้อง เสียงจะเบา และแตกซ้อนเป็นหลายเสียง

เสียงขิม
เสียงดนตรีไทยเมื่อเปรียบเทียบกับเสียงดนตรีสากล จะมีเสียงหลักอยู่ ๗ เสียงโน้ตเช่นเดียวกัน คือ “ โด เร มี ฟา ซอล ลา ที ” ซึ่งเขียนเป็นตัวโน้ตย่อได้ว่า “ ด ร ม ฟ ซ ล ท ” ตามลำดับ
สำหรับเสียงขิมนั้นมีทั้งหมด ๒๑ เสียง แบ่งตามระดับเสียงสูงต่ำได้ทั้งหมด ๓ ช่วงเสียง คือ เสียงสูง เสียงกลาง และ เสียงต่ำ โดยมีตำแหน่งที่ตี ไล่ลำดับเป็นแถวในแนวตั้งได้ ๓ แถว แถวละ ๗ เสียง ดังนี้
แถวซ้าย จะเป็นเสียงสูง โดยเริ่มจากตำแหน่งที่อยู่ด้านบนสุด คือเสียง ลาสูง … ถัดลงมาเป็นเสียงซอล … ฟา..มี..เร..และ โด … ส่วนตำแหน่งล่างสุด เป็นเสียง ทีกลาง …
ต่อมาใน แถวกลาง สามบรรทัดบน จะเป็นเสียงซ้ำกับสามบรรทัดล่างของแถวซ้าย คือเสียง เรสูง … โดสูง … และ ทีกลาง … ถัดลงมาจะเป็นเสียงกลางที่เหลือ ได้แก่ เสียงลา … ซอล … ฟา … และ มี … ต่อมาเป็น แถวขวา ซึ่งแต่ละบรรทัดจะอยู่เหลื่อมลงมาต่ำกว่าแถวซ้ายและแถวกลางอยู่หนึ่งบรรทัด และ ๓ บรรทัดบนก็จะเป็นเสียงซ้ำกับ ๓ บรรทัดล่างของแถวกลางอีกเช่นกัน คือเสียง ซอล … ฟา … และมี … ถัดลงมาจะเป็นเสียง เรกลาง … และโดกลาง …
ส่วน ๒ บรรทัดล่างที่เหลือ จะเป็นเสียงต่ำ ได้แก่เสียงทีต่ำ … และ ลาต่ำ … ส่วนแถวถัดไปทางด้านขวาของหย่องขวานั้น จะใช้ตีไม่ได้ เพราะมีความตึงของสายมากเกินไป
ตำแหน่งเสียงขิมทั้ง ๒๑ เสียงนี้ แม้จะมีเสียงที่ซ้ำกันอยู่หลายเสียง แต่ในการตีจริง

การอ่านโน้ตขิม
          สำหรับโน้ตเพลงไทยทั่วไป จะมีการแบ่งจังหวะออกเป็นห้องๆ ห้องละ ๔ จังหวะ ดังนั้นใน ๑ ห้องจึงบรรจุตัวโน้ตไว้ ๔ ตัว และเมื่อครบ ๘ ห้อง จะรวมเป็น ๑ บรรทัดโน้ต....
          ในการบรรเลงเพลง แต่ละจังหวะจะต้องดำเนินต่อเนื่องกันไปอย่างสม่ำเสมอ คล้ายจังหวะของเข็มวินาทีที่เดินเท่ากันตลอดเวลา โดยที่เส้นแบ่งห้องนั้นจะไม่มีผลต่อจังหวะแต่อย่างใด เป็นเพียงเครื่องหมายบอกให้รู้ว่า ครบ ๑ ห้องหรือครบ ๔ จังหวะแล้วเท่านั้น แต่ที่ต้องแบ่งโน้ตออกเป็นห้องๆ ก็เพื่อให้ง่ายต่อการนับจังหวะเวลาเล่น โดยนักดนตรีจะคอยนับเพียงจังหวะที่ ๔ ของแต่ละห้อง ซึ่งเรียกว่า “ จังหวะตก ” เป็นหลักเท่านั้น และจะต้องควบคุมจังหวะตกนี้ให้เท่ากันสม่ำเสมอตลอดทั้งเพลง
          โน้ตของเครื่องดนตรีไทย ก็จะมีลักษณะโน้ตแตกต่างกันไปตามแต่ละชนิดของเครื่องดนตรีนั้นๆ เช่น โน้ตขิม ซึงมีตำแหน่งเสียงในการตีเป็นลักษณะแถว ๓ แถว ดังนั้นโน้ตขิมจึงมีการแบ่งซอยบรรทัดจากโน้ตเพลงปกติ ๑ บรรทัด ออกเป็น ๓ แถวย่อย เพื่อให้สามารถแสดงตำแหน่งเสียงที่จะตีในแต่ละแถวได้ครบ โดยแถวบนสุด จะแทนเสียงที่อยู่ในแถวซ้ายของขิม … แถวกลาง แทนเสียงที่อยู่ในแถวกลาง ….    และแถวล่างสุดแทนเสียงที่อยู่ในแถวขวาโดยปกติแล้ว การตีขิมทั่วไปมักจะเริ่มด้วยมือซ้ายก่อน ดังนั้นหลักคร่าวๆ ในการอ่านโน้ตขิมอย่างหนึ่งก็คือ โน้ตตัวที่ ๑ และตัวที่ ๓ ของห้องมักจะตีด้วยมือซ้าย...ส่วนโน้ตตัวที่ ๒ และตัวที่ ๔ จะตีด้วยมือขวาแต่ทั้งนี้ ก็ไม่ใช่กฎเกณฑ์ที่ตายตัว จึงอาจมียกเว้นบ้างในบางโอกาส

ลูกเล่นในการตีขิม
การตีเก็บ หมายถึงการตีสลับมือซ้ายขวา เหมือนการตีปกติ โดยตีเสียงโน้ตละ ๑ จังหวะ

การตีสะบัด หมายถึงการตีไล่เสียง ๓ ตัวโน้ตต่อเนื่องกันอย่างรวดเร็วในช่วงเวลาเพียง ๒ หรือ ๑ จังหวะ เพื่อให้ทำนองมีความพริ้วไหวมากขึ้น ซึ่งเกิดจากการแทรกโน้ตตัวที่ ๓ เพิ่มเข้าไปในโน้ต ๒ ตัวเดิม ภายในจังหวะเท่าเดิม เช่น โน้ตเดิมคือ โด ลา ….. เพิ่มเป็นสะบัด ๓ เสียงคือ เร โด ลา … หรือ ซอล มี .. เป็น ลา ซอล มี

การตีกรอ หรือ ตีรัว หมายถึง การตีให้มีเสียงโน้ตดังต่อเนื่องกันอย่างสม่ำเสมอ (ตั้งแต่ ๒ จังหวะขึ้นไป) ด้วยการตีสลับมือเร็วๆ โดยต้องเริ่มจากมือขวา และจบด้วยมือขวาเช่นกัน
( การตีรัว หมายถึงตีสลับมือลงบนโน้ตตัวเดียวกันอย่างต่อเนื่อง … ส่วนการกรอ จะตีสลับมือบนโน้ตคนละตัว)

** คัดลอกข้อมูลทั้งหมดมาจากเว็บไซด์ เรียนขิม

http://www.learnkim.com

http://sara.thaimusiconline.org/sara 6/

 
 

© 2008-2009 Baannapleangthai. All Rights Reserved.
E-mail: chavapan_1@hotmail.com โทรศัพท์: ๐๘๑ ๔๐๐๒๙๓๕, ๐๒ ๓๑๑๗๖๐๐
Designed by Phuketall Design & Develop, Useful Links
Powered by: Phuketall, Phuket, Khaolak, Samui, Bangkok