บ้านน้าเพลงไทย, Baannapleangthai บ้านน้าเพลงไทย, Baannapleangthai บ้านน้าเพลงไทย, Baannapleangthai
 
 
บ้านน้าเพลงไทย, Baannapleangthai
หน้าบ้าน เกี่ยวกับเรา วิธีสั่งซื้อ ติดต่อเรา
 
 

ดนู


ขลุ่ยผิว ตามเพลงไหมไทย ทีเล่นทีจริง
เทียบเสียง ผลงานของวงไหมไทยและอาจารย์ดนู ฮันตระกูล เพลงตามคำขอ
เพลงบางกอก ภาคีวัดอรุณ เมื่อดอกซากุระบาน
ลมเหนือ น้ำหนาว สินนภา สารสาส เสียงใบไผ่
ไหมไทย    

ไหมไทย



"วงไหมไทย" หรือ ไหมไทย ออร์เคสตรา ก่อตั้งโดย ดนู ฮันตระกูล เป็นวงดนตรีที่นำเพลงไทยเดิม เพลงลูกกรุง และเพลงที่แต่งขึ้นใหม่ มาเรียบเรียงเพื่อเล่นกับวงออร์เคสตรา โดยมีสรรพสำเนียงที่สวยงามชวนให้รำลึกถึงอดีตอันสวยงามของวิถีชีวิต บ้านเมือง และผู้คนในบรรยากาศครั้งเก่าก่อน
ผลโดยในงานช่วงแรกคือ ชีพจรลงเท้า/เขมรไทรโยค ทุ่งแสงทองและ ใต้แสงเทียน ยกเว้นผลงานชุดพิเศษ ลำนำแห่งขุนเขา ที่ทำร่วมกับจรัล มโนเพชร ผลโดยในงานช่วงที่สองคือ เงาไม้ รังสรรค์วันสวย และผลิใบ เริ่มมีเพลงร้องเข้ามาสร้างสีสรรค์เพิ่มความสวยงามในบทเพลงของไหมไทยในอีกมิติหนึ่ง โดยเพลงร้องส่วนใหญ่เป็นน้ำเสียงของ สุภัทรา อินทรภักดี

นอกจากนี้แล้ววงไหมไทยยังได้มีผลงานชุดพิเศษออกมาอีกหลายชุดในโอกาส วาระต่างๆ เช่น เพลงนิทานกวีชุด หยดฝนกับใบบัว แม่ไม้เพลงไทยชุดสุนทราภรณ์ นิทานเพลงช้างกับเรือ เป็นต้น

อ. ชูวิทย์ ยุระยง OSK 97 ภาควิชาครุศาสตร์ดนตรี จุฬาฯ อดีต ผจก.วงไหมไทย

ผลงานดนตรีของวงไหมไทย

  • ชีพจรลงเท้า/เขมรไทรโยค
  • ทุ่งแสงทอง
  • ใต้แสงเทียน
  • ลำนำแห่งขุนเขา - จรัล/ไหมไทย
  • เงาไม้
  • หยดฝนกับใบบัว (เพลงนิทาน เพลงกวี)
  • รวมชุด
  • รังสรรค์วันสวย
  • ผลิใบ
  • ปักษ์ใต้บ้านเรา
  • แม่ไม้เพลงไทย - ชุดสุนทราภรณ์
  • นิทานเพลง ช้างกับเรือ - ดนู ฮันตระกูล ไหมไทย
  • เพลงตามคำขอ - ดนู ฮันตระกูล ไหมไทย

ดนู ฮันตระกูล เป็นนักประพันธ์นามอุโฆษเจ้าของเพลง The Light of Asia อันยิ่งใหญ่ที่ปิดงานเอเชี่ยนเกมส์ ที่กรุงเทพฯ ในปี ๒๕๔๑ และเพลง “ ไอ้หนุ่มผมยาว ” ที่สะเทือนเลือนลั่นทั้งในและนอกวงการเพลงลูกทุ่งทั่วแดน สยาม แฟนเพลงตัวจริงติดตามผลงานที่เจ้าตัวเขียนให้วง ไหมไทย ออร์เคสตรา บรรเลง ทั้งที่เป็นงานเรียบเรียง เพลงไทยเก่าและเพลงที่แต่งขึ้นใหม่ ผลงานล่าสุดคือเพลงประกอบละครเรื่อง “ เด็กชายปรีดี ” สำหรับการแสดง ในปี ๒๕๔๔ โดยมูลนิธิเด็ก

สุภัทรา อินทรภักดี หรือที่นักฟังเพลงรู้จักในนาม สุภัทรา อินทรภักดี นักร้องนำวงไหมไทย เรียนดนตรีที่ โรงเรียนศศิลิยะ หลังจากจบการศึกษาจากคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย เธอเริ่มสั่งสม ประสพการณ์จากการร้องเพลงในห้องบันทึกเสียง ร่วมบันทึกเสียงและแสดงคอนเสิร์ทกับวงไหมไทยหลายครั้ง ล่าสุดเธอไปศึกษาวิชาดนตรีเพิ่มเติม ณ Zoltan Kodaly Pedagogical Institute of Music ประเทศฮังการี การร้องเพลงไทยที่มีท่วงทำนองไพเราะแบบไทยยังคงเป็นสิ่งที่เธอโปรดปรานอยู่เสมอ

 

อำนวยการผลิต-อำนวยเพลง : ดนู ฮันตระกูล * ยกเว้น "ลาวกระแตเล็ก" และ "ทะยอยญวน"
อำนวยการผลิต : ดนู ฮันตระกูล

ดร.ประทักษ์ ประทีปเสน

อำนวยเพลง : ประทักษ์ ประทีปเสน ในเพลง "ลาวกระแตเล็ก" และ "ทะยอยญวน"
ธุรกิจและบรรณาธิการ : ดนัย ฮันตระกูล ควบคุมการบันทึกเสียง : แกรี่ เอ็ดเวิร์ดส์
ห้องบันทึกเสียง : สยามพัฒนา

ซีดีแผ่นนี้ได้นำบางเพลงจากขุดไหมไทยขุดอื่นอื่นที่มีเฉพาะแผ่นเสียงและเทปมาลงในแผ่นซีดี

๑ ต้นบรเทศ

เรียบเรียง : ดนู ฮันตระกูล

เพลงอัตราจังหวะสองชั้นและชั้นเดียว เป็นทำนองเก่าสมัยอยุธยาอยู่ในเพลงประเภทสองไม้ และเพลงเร็วเรื่องเต่ากินผักบุ้ง นายกล้อย ณ บางช้าง นักดนตรีจากจังหวัดสมุทรสงครามได้นำเพลงต้นบรเทศสองชั้นมาแต่งขยาย โดยดัดแปลงทำนองให้มีจังหวะทิ้งท้ายทั้งสามชั้นและสองชั้น เพลงนี้บางทีเรียกว่า เพลงต้นวรเชษฐ์

ต่อมามีนักดนตรีไม่ทราบนามได้แต่งตัดครบเป็นเพลงเถา นอกจากนี้หลวงประดิษฐ์ไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) ได้นำทำนองในอัตราจังหวะสามชั้นของนายกล้อย ณ บางช้าง ไปแต่งขึ้นอีกทางหนึ่งเรียกชื่อใหม่ว่า เพลงชมแสงจันทร์

เพลง "ชมแสงทอง ๓ ชั้น" มีประวัติคู่กันมากับเพลง "ชมแสงจันทร์ ๓ ชั้น" ดังนี้คือเดิมหลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) ได้นำเพลง "ต้นบรเทศ" อัตรา ๒ ชั้นมาแต่งขยายขึ้นเป็นอัตรา ๓ ชั้นโดยแต่งทำนองเพลงให้เป็นทางกรอเรียบๆมี ความเยือกเย็นเสมือนอยู่ในบรรยากาศยามค่ำคืนที่มีแสงจันทร์สุกสว่างและตั้งชื่อว่า เพลงชมแสงจันทร์

ต่อมาประมาณปี พ.ศ. ๒๔๗๘ ท่านได้แต่งทำนองดนตรีของเพลงชมแสงจันทร์ ๓ ชั้นขึ้นใหม่ อีกทางหนึ่งโดยดำเนินทำนองและลีลาให้มีความอ่อนหวานและคึกคัก สดชื่นยิ่งขึ้นเปรียบเสมือนชีวิตที่กำลังจะเริ่มขึ้นในวันใหม่และตั้งชื่อเพลงนี้ว่า"ชมแสงทอง"

เพลงนี้ยังมีชื่อที่นิยมเรียกกันอีก ๒ ชื่อคือ "เพลงชมแสงจันทร์ ( ทางเจ้าชู้)" เนื่องจากท่วงทำนองเพลงมีความอ่อนหวานและแฝงไปด้วยลีลาออดอ้อนหยอกเย้า อย่างมีความสุข ส่วนอีกชื่อหนึ่งเรียกว่า "อรุณไขแสง" ซึ่งเรียกตามคำร้องที่ปรากฏ อยู่ในบทร้องวรรคแรก เนื้อร้องเพลงชมแสงทองบทนี้ คุณหญิงชิ้น ศิลปบรรเลง ( บุตรีคนโตของหลวงประดิษฐไพเราะฯ) เป็นผู้นำมาใช้ขับร้องบรรเลงในงานฉลอง ครบรอบ ๑๐๐ ปีเกิดของหลวงประดิษฐไพเราะฯ เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๒๔

บทร้องเพลง ชมแสงทอง ๓ ชั้น

ท่อน ๑ แลดูอรุณไขแสง เรื่อเรืองแสงแดงเวหา

ท่อน ๒ ดูแฉล้มเหมือนแก้มกัญญา โสภาแรกรุ่นดรุณงาม

ท่อน ๓ ดาวเดือนเลื่อนลับเวหน สุริยนผ่องพื้นภูมิสาม

ท่อน ๔ แสงจับยอดไม้ใบงาม วามวามน้ำค้างเคลือบใบ

 

( พระราชนิพนธ์บทละครเรื่อง ศกุนตลา ในรัชกาลที่ ๖ )

 

        ต่อมา ครูเอื้อ สุนทรสนาน หัวหน้าวงดนตรีคณะสุนทราภรณ์ ได้นำทำนองเพลงต้นบรเทศ มาดัดแปลง และบรรจุคำร้องที่ครูแก้ว อัจฉริยกุล แต่งไว้ ให้ชื่อว่า ” เพลงบรเทศ ” เป็นที่นิยมมาจนปัจจุบันนี้

บรเทศ

วันนี้วันดีศรีสวัสดิ์พิพัฒน์มงคล สุขาเทวามาดลขอให้ทุกคนสมใจ
สุขสันต์บันเทิงเริงร่าสถาพรชัย รำร้องอวยพรวอนไหว้ขอให้ฤทัยภิรมย์
หนุ่มเข้าคู่สายรำฟ้อนสวยอรชรร่อนรำ เหล่าลูกคู่ร้องลำนำสาวเจ้าก็รำขำคม
ต่างสนุกกันวันนี้เร้าเริงฤดีเขยชม ร่วมความสุขสันต์เริงรมย์สังคมนิยมทุกวัน
เรายิ้มกันและกันมิ่งขวัญตัวเอง เริงภิรมย์ด้วยเพลงครื้นเครงในหัวใจ
เราทุกคนร่าเริงเถลิงฤทัย ความภิรมย์ตรมใจนิราศไปทุกคน
รำกันไปเบิกบานเสียงเพลงกังวาน สัญญาณความดี รำกันไปสุขศรี ทิวาราตรี ทวีพิมล

รำกันไปให้พรขอความบวร สวมพรทุกคน ความเจริญจุ่งดล รับความมงคล พูนผลนิรันดร์

 

เพลงต้นบรเทศ นั้นชาวล้านนานิยมมาประกอบการชกมวย โดยบรรเลงในอัตรา ๒ ชั้น ขณะที่นักมวยไหว้ครูและบรรเลงในอัตราชั้นเดียวขณะที่นักมวยชกกัน นอกจากนี้ยังนิยมบรรเลงประกอบการฟ้อนเชิง ฟ้อนดาบ และฟ้อนหอกอีกด้วย

 

๒ เพลงแขกมอญบางขุนพรหม เถา

เรียบเรียง : ดนู ฮันตระกูล

มาเมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๓ สมเด็จพระเจ้าพระบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต ทรงนำเองทำนองเพลงมอญของเก่าเพลงหนึ่ง ซึ่งเป็นอัตรา ๒ ชั้น ไม่ทราบว่าเป็นชื่อเพลงอะไร มาทรงแต่งขยายเป็นอัตรา ๓ ชั้น และตัดลงเป็นชั้นเดียว เพื่อให้ใช้บรรเลงติดต่อกันได้ครบเป็นเพลงเถา ประทานชื่อว่า "แขกมอญบางขุนพรหม" ตามชื่อตำบลซึ่งวังที่ประทับของพระองค์ท่านตั้งอยู่ นับเป็นเพลงไทยเพลงแรกที่ได้ทรงนิพนธ์ขึ้น

เพลงแขกมอญบางขุนพรหม ที่สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระนครสวรรค์พินิตทรงพระนิพนธ์และทรงขนานนามให้อยู่ในจำพวกเพลงแขกมอญนั้น เห็นได้ว่าทรงพระปรีชาในทางดุริยางศิลป์อย่างลึกซึ้ง เพราะเพลงแขกมอญของเก่านั้นมีลักษณะเป็นเพลง 3 ท่อน มีสำเนียงเป็นมอญและในจังหวะสุดท้ายของแต่ละท่อนมีทำนองซ้ำกันทุกท่อน เพลงแขกมอญบางขุนพรหมก็มีลักษณะอันนี้ครบถ้วนทั้ง 3 ประการ จึงเห็นว่าเป็นการสมควรอย่างยิ่งที่ตั้งชื่อว่า เพลงแขกมอญบางขุนพรหม

 

บทร้อง เพลงแขกมอญบางขุนพรหม

ครานั้นขุนแผนแสนสนิท นิ่งคิดฟังเสียงสำเนียงหวาน

แจ่มแจ้วกระจ่างเป็นกังวาน ตัวพี่คือทหารชาญณรงค์

พระผู้จอมจักรพาฬประทานนาม ชื่อขุนแผนแสนสงครามตามประสงค์

มาหาเจ้าวันทองต้องจำนง ด้วยขุนช้างพาลงมาโลมเลี้ยง

อันขุนบ้างกับพี่นี้เป็นมิตร มันผิดเมียเสียน้ำสบถเบี่ยง

พี่คิดว่าวันทองเฝ้ามองเมียง ต่อนั่งเคียงลงจึงรู้ว่าผิดตัว

ไม่แผกผิดกันสักนิดเจียวนะน้อง พี่คิดว่าวันทองจึงต้องทั่ว

ได้ลักจูบลูบไล้ไม่คิดกลัว ผิดตัวเกินแล้วอย่างโกรธา

ขออภัยเถิดมิใช่เจ้าวันทอง นิจจาน้องอย่างสะเทิ้นเมินหน้า

นี่เจ้าเป็นอะไรกันอย่าฉันทา จึงมาอยู่เคหาของขุนช้าง

 

เพลงแขกมอญบางขุนพรหม เถา
ผู้บันทึก: yeen

นักดนตรีไทยหลายๆ ท่านที่เคยฟังเพลงจูบเย้ยจันทร์ ของวงดนตรีสุนทราภรณ์ (ที่ร้องว่า “ โอ้นวลละออง น้องจะเหนียมอายไปทำไม.... ” “… จันทร์ไม่มองแล้วจันทร์ไม่มอง จันทร์ไม่มองน้องก็ไม่ให้... ” นั่นเองครับ) คงจะคุ้นๆ ทำนองกันนะครับ และหลายท่านก็คงทราบแล้วด้วยว่าเพลงดังกล่าวนี้ อาศัยเค้าโครงทำนองมาจากทำนองเพลงในอัตราจังหวะชั้นเดียว ของเพลงไทยที่ชื่อว่าเพลงแขกมอญบางขุนพรหม เพลงนี้เป็นเพลงไทยที่มีลีลาการดำเนินกลอนที่ไพเราะมาก ด้วยว่าท่านผู้ทรงนิพนธ์ทรงเป็นสมเด็จเจ้าฟ้าฯ ผู้ทรงเป็นอัจฉริยะทางดนตรีพระองค์หนึ่ง ขอเชิญอ่านประวัติและบทร้องของเพลงนี้ได้แล้วครับ

เพลงแขกมอญบางขุนพรหม เถา

เพลงมอญตัดแตง อัตราสองชั้น ของเก่า เป็นเพลงประเภทหน้าทับปรบไก่ มี ๓ ท่อน ท่อนที่ ๑ และท่อนที่ ๒ มีท่อนละ ๔ จังหวะ ส่วนท่อนที่ ๓ มี ๖ จังหวะ ใช้บรรเลงในเพลงกราวในและเพลงพม่าห้าท่อนเมื่อพุทธศักราช ๒๔๕๓ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอชั้น ๕ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต ได้ทรงพระนิพนธ์ขยายเพลงมอญตัดแตงนี้ขึ้นเป็นอัตราสามชั้น และตัดลงเป็นชั้นเดียว พร้อมด้วยทางร้องทั้งหมด ครบเป็นเพลงเถา บันทึกโน้ตสากลประทานแตรวงทหารเรือบรรเลง ต่อมาได้ปรับปรุงให้เป็นทางปี่พาทย์สำหรับวงวังบางขุนพรหมบรรเลง จึงประทานชื่อว่า “ เพลงแขกมอญบางขุนพรหม เถา ” ตามชื่อตำบลบางขุนพรหมซึ่งเป็นที่ตั้งวังของพระองค์เพลงแขกมอญบางขุนพรหม ที่สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระนครสวรรค์พินิตทรงพระนิพนธ์นั้น เห็นได้ว่าทรงพระปรีชาในทางดุริยางศิลป์อย่างลึกซึ้ง เพราะเพลงแขกมอญของเก่านั้นมีลักษณะเป็นเพลง 3 ท่อน มีสำเนียงเป็นมอญและในจังหวะสุดท้ายของแต่ละท่อนมีทำนองซ้ำกันทุกท่อน และเพลงแขกมอญบางขุนพรหมก็มีลักษณะอันนี้ครบถ้วน

 

บทร้องเพลงแขกมอญบางขุนพรหม เถา

บทร้องที่ ๑

( ใช้สำหรับทางวังบางขุนพรหม)

สามชั้น ครานั้น พลายชุมพลได้ฟังก็ยั้งหยุด

จึงตอบว่าเราผู้เรื่องทธิรุทธ์ นามสมมุติว่าสมิงมังตรา

ถิ่นฐานบ้านเมืองเรานี้ อยู่ยังธานีหงสา

แมงตะยะและเม้ยมังตะยา เป็นบิดามารดาของเรา

สองชั้น อาจารย์เราหรือชื่อสุเมธ เรืองพระเวทไม่มีใครดีเท่า

ตัวท่านที่ยกมาสู้เรา คือเป็นลูกเต้าเหล่าใคร

อนึ่งพระเจ้าอยุธยา ตั้งตำแหน่งยศถาให้เพียงไหน

ชื่อเดิมของท่านนั้นชื่อไร ท่านผู้ใดเป็นครูบาอาจารย์

* เสภาเรื่องขุนช้างขุนแผน

ชั้นเดียว ขับลำบรรเลงเป็นเพลงเถา เพลงมอญเก่าฟังเสนาะเพราะหนักหนา

แขกมอญบางขุนพรหมมีสมญา ฉันได้มาแต่วังบางขุนพรหม

* พระนิพนธ์ในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอชั้น ๕ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต

[ ใช้สำหรับทางพระยาประสานดุริยศัพท์ (แปลก ประสานศัพท์)]

บทร้องที่ ๒

สามชั้น ครานั้นขุนแผนแสนสนิท นิ่งคิดฟังเสียงสำเนียงหวาน

แจ่มแจ้งกระจ่างเป็นกังวาน ตัวพี่คือทหารชาญณรงค์

พระจอมจักรพาลประทานนาม ชื่อขุนแผนแสนสงครามตามประสงค์

มาหาเจ้าวันทองต้องจำนง ด้วยขุนช้างพาลงมาโลมเลี้ยง

สองชั้น อันขุนช้างกับพี่ก็เป็นมิตร ผิดเมียเสียน้ำสบถเบี่ยง

พี่คิดว่าวันทองเฝ้ามองเมียง ต่อนั่งเคียงลงจึงรู้ว่าผิดตัว

ไม่แผกผิดกันสักนิดเจียวนะน้อง พี่คิดว่าวันทองจึงต้องทั่ว

ได้ลักจูบลูบไล้ไม่คิดกลัว ผิดตัวเกินแล้วอย่าโกรธา

ชั้นเดียว ขออภัยเถิดมิใช่เจ้าวันทอง นิจจาน้องอย่าสะเทิ้นเมินหน้า

นี่เจ้าเป็นอะไรกันอย่าฉันทา จึงมาอยู่เคหาของขุนช้าง

* เสภาเรื่องขุนช้างขุนแผน

* บทร้องที่ ๒ นี้ การร้องในอัตราชั้นเดียว บางครั้งใช้บทพระนิพนธ์ในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอชั้น ๕ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต

 

บทร้องที่ ๓

[ ใช้สำหรับทางพันโท หลวงสราวุธวิชัย (สราวุธ เสนีวงศ์ ณ อยุธยา)]

สามชั้น พลายงามความอาลัยใจละเหี่ย ฟังเมียไม่กลั้นน้ำตาได้

พี่นี่เหลือที่จะห่วงใย พี่จะไปบอกพ่อให้ขอน้อง

ถึงกระไรได้ขอพอได้หมั้น ป้องกันมิให้ใครมาเกี่ยวข้อง

ถ้าหากว่าบิดาไม่ปรองดอง ถึงจะต้องฟันคอไม่ขอไป

 

สองชั้น อย่าวิตกหมกไหม้เลยน้องแก้ว ไปแล้วพี่หาลืมปลื้มจิตไม่

จงจำคำสัตย์ของพี่ไว้ เสร็จศึกเมื่อไรจะกลับมา

อย่าร้องไห้ไปนักเลยน้องพี่ พรุ่งนี้ใครเห็นจะผิดหน้า

ว่าพลางทางช่วยเช็ดน้ำตา แล้วจูบซ้ายย้ายขวาจะลาจร

* เสภาเรื่องขุนช้างขุนแผน

ชั้นเดียว ขับลำบรรเลงเป็นเพลงเถา เพลงมอญเก่าฟังเสนาะเพราะหนักหนา

แขกมอญบางขุนพรหมมีสมญา ฉันได้มาแต่วังบางขุนพรหม

* พระนิพนธ์ในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอชั้น ๕ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต

บรรณานุกรม : สารานุกรมศัพท์ดนตรีไทย ภาคประวัติและบทร้องเพลงเถา ฉบับราชบัณฑิตยสถาน , ราชบัณฑิตยสถาน ๒๕๔๔

 

แขกมอญบางขุนพรหม

เพลงเถา สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิตทรงพระนิพนธ์ขึ้นจากเพลงมอญเก่า อัตราจังหวะสองชั้นเชื่อเพลงมอญตัดแตง เพลงนี้ทรงนิพนธ์ เมื่อ พ.ศ.๒๔๕๓ ที่พระราชวังบ้านปืน จังหวัดเพชรบุรี นับว่าเป็นเพลงไทยเพลงแรก โดยทรงพระนิพนธ์สำหรับให้วงโยธาวาทิตบรรเลง ทางร้องทรงให้ นางเจริญ พาทยโกศล ปรับปรุงและให้จางวางทั่ว พาทยโกศลปรับทำนองเป็นทางสำหรับปี่พาทย์บรรเลง เพลงแขกมอญบางขุนพรหมนี้นับประทานเชื่อว่า เพลงแขกมอญบางขุนพรหม เพื่อเป็นอนุสรณ์ตามชื่อตำบล และวังที่ประทับของพระองค์ เพลงนี้มี ๓ ท่อน ทรงพระนิพนธ์ตามแบบแผนของเพลงแขกมอญทุกประการ คือ

๑. มีลักษณะเป็นเพลง ๓ ท่อน

๒. ทำนองของเพลงต้องสอดแทรกสำเนียงมอญ๓. ในจังหวะสุดท้ายของแต่ละคนจะต้องมีทำนองซ้ำกัน

 

ที่มาของเพลงพระราชนิพนธ์ ทั้ง ๓ เพลง

เพลงแรก ราตรีประดับดาว เถา

     เพลงแรกที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระราชนิพนธ์ คือ เพลง ราตรีประดับดาว เถา พระองค์ทรงพระราชนิพนธ์ไว้อย่างไพเราะ เหมาะสม กลมกลืนกันอย่างยิ่งทั้ง บทร้อง ทางร้อง และทำนองเพลง พระองค์ทรงเลือก เพลงมอญดูดาว หรือเพลงมอญชมจันทร์ ๒ ชั้น ของเก่า มาแต่งขยายเป็นทำนอง ๓ ชั้น และตัดลงเป็นชั้นเดียวสำเร็จเป็นเพลงเถา ในปี พ. ศ.๒๔๗๒

     เพลงมอญดูดาว ๒ ชั้น ของเก่านั้นใช้ “ หน้าทับมอญ ” มี ๑๑ จังหวะ ซึ่งถ้าจะบรรเลงด้วย “ หน้าทับปรบไก่ ” ก็จะมีทำนองของเดิมเพียงห้าจังหวะครึ่งเท่านั้น พระองค์จึงทรงพระราชนิพนธ์ทำนอง ๒ ชั้น เพิ่มเติมจนครบ ๖ จังหวะ เพื่อให้บรรเลงด้วย “ หน้าทับปรบไก่ ” แล้วทรงแต่งขยายขึ้นเป็นอัตรา ๓ ชั้น ตัดลงเป็นอัตราชั้นเดียวพร้อมทั้งทรงพระราชนิพนธ์ บทร้อง สำหรับเพลงนี้โดยเฉพาะ การที่ทรงเลือกเพลงสำเนียงมอญ ก็คงเป็นเพราะพระองค์ทรงพอพระทัยเพลงแขกมอญบางขุนพรหม ซึ่ง “ ทูลกระหม่อมบริพัตร ” หรือ “ สมเด็จเจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิตได้ทรงนิพนธ์ไว้ เป็นที่นิยมมากอยู่ในเวลานั้น จะเห็นได้จาก บทร้อง ๒ ชั้น ของเพลงราตรีประดับดาว ซึ่งพระองค์ทรงพระราชนิพนธ์ล้อบทร้องของ เพลงแขกมอญบางขุนพรหม ที่มีเนื้อร้องตอนหนึ่งว่า

     " แขกมอญบางขุนพรหมมีสมญา ฉันได้มาแต่วังบางขุนพรหม ”
โดยบทร้อง ๒ ชั้น ของเพลงราตรีประดับดาว พระองค์ทรงพระราชนิพนธ์ไว้ว่า " ขอเชิญเจ้าฟังเพลงวังเวงใจ เพลงของท่านแต่งใหม่ในวังหลวง ”

จอมพลเรือ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธ์ กรมพระนครสวรรค์พินิตทรงพระปรีชาสามารถทั้งในการบรรเลงดนตรีและพระนิพนธ์เพลงที่มีชื่อเสียง เช่น

เพลงสุดถวิล เถา

เพลงแขกมัสหรี เถา

เพลงแขกมอญบางขุนพรหม เถา

นอกจากนี้พระองค์ยังเป็นบุคคลแรกที่แต่งเพลงไทยสากล และเพลงที่ใช้วิธีการบันทึกโน้ตสากล

บิดาเพลงไทยสากล :

จอมพลเรือ จอมพล สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต

ทุกวันนี้หากถามว่าใครคือ "บิดาเพลงไทยสากล" น้อยคนนักที่จะตอบได้ แต่ถ้าถามว่าใครคือ

เจ้าของ "วังบางขุนพรหม" ก่อนที่จะตกมาเป็นของธนาคารแห่งประเทศไทย หลายคนคงตอบได้ว่า "สมเด็จพระบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต"

จากหนังสือ "ลำนำแห่งสยาม" นายแพทย์พูนพิศ อมาตยกุล เขียนเรื่องราวเกี่ยวกับแผ่นเสียงโบราณ เพลงไทยสากลรุ่นแรกให้พวกเราได้ทราบว่า ประเทศไทยเราเริ่มมี "เพลงอย่างฝรั่ง" ที่คนไทยแต่งขึ้นเองตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๕ ครั้งนั้นยังไม่คิดคำเฉพาะที่เรียกเป็นชื่อชัดเจนว่า "เพลงไทยสากล" แต่อย่างใด คงเรียกชื่อเพลงเหล่านั้นทับศัพท์ตามลักษณะรูปแบบ ( Form) ของเพลงเช่นเดียวกับที่ฝรั่งถือปฏิบัติมาก่อน เช่น เมื่อรูปแบบเป็นเพลง March ก็เรียกว่า เพลง "มาร์ช" รูปแบบเป็นเพลง Waltz ก็เรียกเสียว่าเพลง "วอลตช์" แล้วเติมชื่อไทยต่อลงไปเช่น มาร์ชบริพัตร วอลทซ์ประชุมพล

ปี ๒๔๑๓ รัชกาลที่ ๕ เสด็จประพาสสิงคโปร์ ซึ่งเป็นอาณานิคมของอังกฤษ เขาใช้แตรวงทหารขนาดใหญ่บรรเลงเพลง God Save the Queen รับเสด็จ ดูหรูหราใหญ่โต เสด็จกลับมาครั้งนั้นก็ทรางพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งวงแตรทหารมหาดเล็กขึ้นเป็นครั้งแรก มีครูแตรฝรั่งเข้ามาสอน ทางฝ่ายทหารเรือ พระยาประภากรวงศ์ (ชาย บุนนาค) ได้ชักชวนนายวงทหารอเมริกันชื่อ Fusco เข้ามาสอนแตรวงให้ทหารเรือขึ้นอีก ไทยเราสมัยรัชกาลที่ ๕ จึงมีครูแตร เข้ามาสอนให้ไทยบรรเลง "เพลงฝรั่ง"

เวลาผ่านมาจนถึง พ.ศ. ๒๔๔๘ ในปลายแผ่นดินรัชกาลที่ ๕ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต ทรงเป็นพระราชโอรสลำดับที่ ๓๓ ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ และสมเด็จพระปิตุจฉาเจ้า สุขุมาลมารศรี พระอัครราชเทวี ทรงสำเร็จการศึกษาวิชาทหารกลับมาจากประเทศเยอรมนีใหม่ๆ บังเอิญมีเหตุให้ต้องไปทรงงานราชการที่กองทัพเรือ และที่กองแตรวงทหารเรือนั้น มีร้อยเอก Fusco มาเป็นครูแตรวงอยู่แล้ว แตรวงทหารเรือบรรเลงแต่เพลงฝรั่ง ไม่มีเพลงของไทย จึงทรงนิพนธ์ "เพลงอย่างฝรั่ง" ขึ้น

ทูลกระหม่อมบริพัตรฯ ประสูตในพระบรมมหาราชวังเมื่อวันพุธที่ ๒๙ มิถุนายน ร.ศ. ๑๐๐ พ.ศ. ๒๔๒๔ ทรงอภิเษกสมรสกับหม่อมเจ้าหญิงประสงค์สม ไชยันต์ พระธิดาในพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นมหิศรราชหฤทัย (ต้นราชสกุล "ไชยันต์") อดีตเสนาบดีกระทรวงพระคลังมหาสมบัติ ทูลกระหม่อมฯ ทรงมีพระโอรสและธิดา รวม ๘ พระองค์ ทรงเป็นต้นราชสกุล "บริพัตร ณ อยุธยา"

ทูลกระหม่อมบริพัตรฯ ทรงรับตำแหน่งสำคัญในราชการแผ่นดินตลอด ๓ รัชกาล ตั้งแต่รัชกาลที่ ๕ ถึงรัชกาลที่ ๗ เช่น เสนาบดีทหารบก ผู้บัญชาการทหารเรือ เสนาบดีกระทรวงทหารเรือ เสนาบดีกระทรวงกลาโหม เสนาบดีกระทรวงมหาดไทย อภิรัฐมนตรีสภา ประธานอภิรัฐมนตรีสภา และเสนาบดีสภา ผู้สำเร็จราชการรักษาพระนคร ฯลฯ

คุณจำนง รังสิกุล เป็นคนไทยคนแรกที่เขียนหนังสือยกย่อง เทิดพระเกียรติ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต ว่าทรงเป็นคนไทยคนแรกที่แต่ง "เพลงอย่างฝรั่ง" และถือว่าทรงเป็น " พระบิดาแห่งเพลงไทยสากล" จนเป็นที่ยอมรับกันมาทุกวันนี้ ในวงการเพลงไทยสากล

คำว่าเพลงไทยสากล เป็นคำที่เกิดขึ้นใหม่สมัยจอมพล ป.พิบูลสงคราม ราวปี ๒๔๘๐-๒๔๘๒ อันเป็นระยะที่กำลังพัฒนาชาติไทยให้มีวัฒนธรรมเทียมอารยประเทศ และเป็นระยะที่ห้ามการบรรเลงเพลงไทยเดิมอย่างเด็ดขาด จึงมีการก่อตั้งวงดนตรีสากลขึ้นในหน่วยงานต่าง ๆ ของรัฐบาลหลายหน่วยงาน รวมทั้งกรมโฆษณาการ (ปัจจุบันกรมประชาสัมพันธ์) ก่อตั้งวงดนตรีสากลกรมโฆษราการ ขึ้นในปี ๒๔๘๒

สำหรับเพลงไทยสากลรุ่นแรกของไทยที่แต่งโดยคนไทยแท้ ๆ คือเพลงพระนิพนธ์ของสมเด็จฯ เจ้าฟ้าฯ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต เช่น เพลงประชุมผล เพลงมณฑาทอง เพลงมหาฤกษ์ เพลงสรรเสริญเสือป่า เพลงพญาโศรก เพลงสุดเสนาะ เพลงวอลทซ์โนรี เพลงสาครลั่น และเพลงนางครวญ ๓ ชั้น

เพลงวอลทซ์ประชุมพล ทรงพระนิพนธ์ขึ้นเมื่อเสด็จไปรับราชการกรมทหารเรือ เป็นเพลงสำหรับแตรวงทหารเรือบรรเลง และตั้งพระทัยให้เป็นเพลงประจำกรมทหารเรือ จึงได้ทรงตั้งชื่อเพลงว่า วอลทซ์ประชุมพล

เพลงมณฑาทอง ทรงพระนิพนธ์ขึ้นเป็นเพลงฝรั่ง เพื่อใช้แตรวงบรรเลง แต่ไม่ทราบว่า สืบเนื่องมาจากเพลงอะไร แต่ทรงไว้เป็นเพลงแบบเดียวกันกับเพลงวอลทซ์ปลื้มจิตต์ ( ทรงพระนิพนธ์ขึ้นเมื่อเสด็จกลับจากการศึกษา ณ ประเทศยุโรป เป็นเพลงแรกซึ่งเริ่มทรงพระนิพนธ์ในวิชาทางดนตรี เป็นโน้ตแบบสากล)

เพลงมหาฤกษ์ ทรงดัดแปลงจากเพลงมหาฤกษ์ ๒ ชั้น เป็นทางประสานเสียงตามโน้ตแบบสากล เพลงนี้พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระราชดำรัสสั่งให้ทรงพระนิพนธ์ขึ้นไว้สำหรับใช้เป็นเพลงเกียรติยศของข้าราชการทุกชั้นที่ต่ำกว่าชั้นพระบรมวงศ์ตลอดจนถึงสามัญชน เพื่อสำหรับใช้ในเวลาอวยพระซึ่งกันและกันในวานพิธีมงคลฤกษ์ต่าง ๆ ทรงพระนิพนธ์ขึ้นไว้ เมื่อดำรงตำแหน่งเป็นเสนาบดีกรทรวงทหารเรือ

เพลงสรรเสริญเสือป่า ทรงดัดแปลงจากเพลงบุหลันลอยเลื่อนหรือลอยฟ้า อันเป็นเพลงที่พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยทรงพระสุบินได้ไว้ และได้ทรงเป็นเพลงไทยเดิมไว้ โดยทรงซอสามสาย ซึ่งมีนามว่า "ซอสายฟ้าฟาด" เป็นซอคู่พระหัตถ์ของรัชกาลที่ ๒ ดังปรากฏอยู่ในพิพิธภัณฑสถานของชาติจนปัจจุบันนี้ ต่อมาสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระราชประสงค์จะจัดตั้งกองเสือป่าพรานหลวขึ้นและให้มีเพลงแตรวงประจำเหล่าเสือป่า จึงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้จอมพลเรือ สมเด็จฯ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต ทรงพระนิพนธ์เพลงสรรเสริญเสือป่าขึ้นไว้ เพลงนี้ทรงนิพนธ์เมื่อดำรงพระอิสริยยศเป็นเสนาบดีกระทรวงทหารเรือ เป็นทางแตรวงเป็นโน้ตแบบสากล

เพลงโศรก ซึ่งเดิมได้ใช้เพลงสโลว์ของต่างประเทศอยู่ ทรงเห็นว่าไม่ใช่เป็นเพลงของไทย จึงทรงพระนิพนธ์ใหม่ ซึ่งทรงดัดแปลงเพลงพระยาโศรก 2 ชั้น เพลงไทยเดิมขึ้นเป็นเพลงโศรกสำหรับนำศพ ครั้งเมื่อวานพระราชพิธีถวายพระเพลง สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินี พระพันปีหลวง ก็ได้ทรงพระนิพนธ์เพิ่มเติมขึ้นอีก โดยนำเพลงต้นเรื่องพระยาโศรก อันเป็นเพลงไทยเดิมมาแทรกอีก ๑ ท่อน ในโอกาสนั้นพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยุ่หัวได้ทรงฟังในขณะเสด็จพระราชดำเนินตามพระบรมศพ จึงได้มีพระราชดำรัสสั่งว่า เพลงนี้ได้ทำขึ้นเหมาะแก่การใช้นำศพอย่างยิ่ง เพราะดี สมควรเป็นเพลงโศรกจริง ๆ ต่อไปขอให้ใช้เพลงนี้เป็นเพลงโศรกประจำชาติ และใช้นำตั้งแต่พระบรมศพ ตลอดจนถึงศพสามัญชนได้ เหตุนี้จึงได้ยุติเพลงสโลว์และใช้เพลงพระยาโศรกแทน แต่ครั้งนั้นมาจนถึงปัจจุบันนี้ เพลงนี้ได้ทรงไว้เป็นโน้ตแบบสากล สำหรับใช้บรรเลงแตรวง ดังมี สคอร์ แต่ละเครื่องมือของแตรวงทุกชนิด ตลอดจนถึงกลองเล็ก , ใหญ่ เครื่องประกอบพร้อม ปรากฏอยู่ในหน้าต้นของเรื่องเพลงนี้ ทรงพระนิพนธ์ขึ้นเมื่อทรงดำรงพระยศเป็นสมเด็จเจ้าฟ้า กรมหลวงฯ เสนาบดีกระทรวงทหารเรือ และทรงพระนิพนธ์เพ่มเติมเพื่อให้ถูกต้องแน่นอนครั้งหลังเมื่อเสด็จไปรับราชการในตำแหน่งเสนาธิการทหารบก

ทูลกระหม่อมฯ ทรงได้รับการยกย่องว่า เป็นยอดอัจฉริยะ ทั้งด้านดนตรีไทยและสากล ทรงแต่งเพลงและเขียนลงเป็นโน้ตสากลไว้มากมาย กระจัดกระจายอยู่ที่กองดุริยางค์ทหารเรือทหารบก ที่บ้านนายเทวาประสิทธิ์ พาทยโกศลและที่อื่น ๆ ต่อมา มีการรวบรวมโน้ตเพลงมากกว่า ๗๐ เพลง ทั้งเพลงไทยสากลและเพลงไทยเดิม

เพลงไทยเดิม เช่น เพลงแขกมอญบางขุนพรหม เพลงสุดสงวน ๒ ชั้น เพลงเขมรพวง ๓ ชั้น เพลงเขมรชมจันทร์ เพลงสารถี ๓ ชั้น เพลงสะบัดสบิ้ง เพลงทยอยนอก เพลงทยอนใน เพลงทยอยเขมร เพลงทยอยในเถา เพลงพวงร้อยเถา เพลงแขกเห่ เพลงถอนสมอ เพลงบุหลันชกมวย ๓ ชั้น เพลงเขมรใหญ่เถา เพลงพม่าเถา เพลงแขกสี่เกลอเถา ฯลฯ

ถึงแม้ว่าทูลกระหม่อมฯ จะทรงศึกษาและเชี่ยวชาญวิชาทหาร แต่โดยส่วนตัวแล้วทรงสนพระทัยด้านดนตรีมาตั้งแต่ทรงพระเยาว์ ทรงใช้เวลาว่างเล่นดนตรีโดยเฉพาะซออู้สามสาย โดยทรงซออู้ร่วมกับเจ้านายพี่น้องตั้งแต่ประทับอยู่ในพระบรมมหาราชวังภายหลังจากที่ทรอภิเษกสมรส ทรงสร้างวังบางขุนพรหม และประทับที่นั่นเป็นระยะเวลา ๒๙ ปี ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๔๖-๒๔๗๕ ทรงมีวงพิณพาทย์บางขุนพรหมอันเลื่องชื่อ

ขณะที่ทรงศึกษาวิชาการทหารในประเทศเยอรมนี ทรงโปรดใช้เวลาว่างส่วนพระองค์ในการศึกษาวิชาดนตรี ทั้งด้านประสานเสียง การประพันธ์เพลง จนสามารถประพันธ์เพลงและทำหน้าที่เป็นวาทยกรได้อย่างคล่องแคล่ว เคยทรงเล่าประทานให้พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าหญิง อินทุรัตนา พระธิดา ฟังว่า

".... ถ้าพ่อเลือกได้ พ่อจะเรียนดนตรี ภาษา และจะทำงานด้านดนตรีอย่างเดียว แต่พ่อเลือกไม่ได้เพราะพ่อเกิดมามียศตำแหน่ง ต้องทำงานให้ประเทศชาติ ทูลหม่อม ( รัชกาลที่ 5) สั่งให้พ่อไปเรียนวิชาทหารเพื่อกลับมาปรับปรุงกองทัพไทย พ่อก็ไปเรียนวิชาทหารบางครั้งพ่อเบื่อบางวิชาที่ต้องเรียนจนทนไม่ไหวต้องเก็บ Pocket Money เอาแอบไปเรียนดนตรี แอบไปเรียน เพราะผู้ใหญ่สมัยนั้นเห็นว่าวิชาดนตรีไม่เหมาะกับชายชาติทหาร เมื่อได้เรียนดนตรีที่พ่อรักก็สบายใจ เกิดความอดทนที่จะเรียนและทำงานที่พ่อเบื่อ..."

เป็นเรื่องน่าเศร้าสลดสำหรับประชาธิปไตยบ้านเราวันที่เปลี่ยนแปลงการปกครอง ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕ ทรงถูกจับกุมตัวโดยผู้ที่เรียกตัวเองว่า "คณะราษฎร์" และต้องแลกกับอิสรภาพด้วยการยกวังบางขุนพรหมให้รัฐบาล ( ต่อมารัฐบาลขายต่อให้กับธนาคารแห่งประเทศไทย) ทูลกระหม่อมฯ จึงต้องเสด็จลี้ภัยไปประทับที่เมืองบันดุง ประเทศอินโดนีเซีย

ถึงแม้จะอยู่ต่างแดนแต่ด้วยความรักในดนตรี ทรงพระนิพนธ์เพลงไทยเดิมช่วงประทับอยู่เมืองบันดุงอีกหลายเพลง ได้แก่ เพลงต้นแขกไทร ๒ ชั้น ครวญหาเถา กำสรวญสุรางค์ จีลั่นเถา จีนเข้าห้อง น้ำลอดใต้ทรายเถา ขยะแขยง ๓ ชั้น จีนเก็บบุปผาเถา เทวาประสิทธิ์เถา พวงร้อยเถา ถอนสมอเถา พระจันทร์ครึ่งซีกเถา

จอมพลเรือ จอมพล สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระนครสวรรค์วรพินิต สิ้นพระชนม์เมื่อวันที่ ๑๘ มกราคม พ.ศ. ๒๔๘๗ ณ เมืองบันดุง ประเทศอินโดนีเซีย สิริพระชันษาได้ ๖๓ ปีเศษ วันที่ ๒๘ กันยายน ๒๔๙๑ รัฐบาลสมัยจอมพล ป.พิบูลสงครามเชิญพระศพจากบันดุงกลับกรุงเทพฯ และประกอบพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระศพอย่างสมพระเกียรติ ณ บริเวณท้องสนามหลวง เมื่อวันที่ ๑๐ เมษายน ๒๔๙๓ หลังจากนั้นได้เชิญพระอัฐิขึ้นประดิษฐาน ณ พระที่นั่งจักรีมหาปราสาทต่อไป

๓ กระแต

คำร้อง โดย แก้ว อัจฉริยะกุล

ทำนอง โดย เอื้อ สุนทรสนาน(จากเพลงไทยเดิม ลาวกระแตเล็ก ๒ ชั้น)

ขับร้องบันทึกเสียงครั้งแรก โดย วินัย จุลละบุษปะ-ศรีสุดา รัชตะวรรณ

(ประสาน สุทัศน์ ณ อยุธยา - เรียบเรียง)

กระแต

ช. น้องรักพี่เอยเจ้าอย่าเลยแรมรา เจ้านัดมาพี่ก็มาภิรมย์
เสียงเจ้าพลอดออดคำฉ่ำใจเชยชม รื่นรมย์อุรา
ญ. สวนรักนี้เพลินใจ นั่งโคนไม้พักใจดีกว่า น้องจะหนุนตักพี่ ผ่อนฤดีเคยมา
รักจะเพลินอุรา ใต้พฤกษาเย็นใจ อุ๊ย .... อะไร

ช.ไหนอะไร
ญ. เห็นไว ๆ

ข. เอ๊ะ .. อะไร)
ญ. กระโดดได้ปราดเปรียว
ช. กระแตแน่เทียว เห็นประเดี๋ยวเดียวกระโดดหายไป
ญ. พี่อย่าปราดเปรียวดังเช่นกระแต รักแล้วผันแปรแล่นโลดหนีไกล
ช. เพราะมิใช่กระแตพี่ไม่แปรดวงใจ รักเจ้ายิ่งกว่าใคร ทราบเอาไว้ดวงตา
ญ. พี่อย่าเป็นเช่นกระแต
ช. จ๊ะ .. พี่ไม่เป็นเช่นกระแต
ญ. รักแท้แน่ไฉน
ช. รักแท้แน่ใจ
ญ. รักอย่าลุกโลดโดดไป
ช. รักไม่ลุกโลดโดดไป พี่สิไม่ไป สำคัญทรามวัย จากพี่ไป แล้วไยไม่มา
( พร้อม) รักสัญญาต่อกันจะผูกพันวิญญา รักดังคำพูดจาว่าไม่เหมือนกระแต

ประวัติวงดนตรีที่เรียกว่า “ สังคีตสัมพันธ์ ”

      เมื่อปี พุทธศักราช ๒๔๙๖ พลโทหม่อมหลวงขาบ กุญชร อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ในขณะนั้น ท่านมีความตั้งใจแน่วแน่ ที่จะพัฒนาดนตรีไทย จึงได้ดำเนินการเพิ่มอัตราข้าราชการขึ้นในแผนกดนตรีไทย และประกาศรับสมัครนักดนตรี จึงได้มีนักดนตรีไทยสมัครเข้ามารับราชการหลายท่านด้วยกัน คือ ครูบุญยง เกตุคง ครูสมาน ทองสุโชติ ครูจำเนียร ศรีไทยพันธ์ ครูประสงค์ พิณพาทย์ ครูสืบสุด ดุริยประณีต ครูสมพงศ์ นุชพิจารย์ ครูช้องมาศ สุนทรวาทิน ครูทัศนี ดุริยประณีต ครูสุดจิตต์ ดุริยะประณีต และ ครูบุบผา คำศิริ

        ขณะนั้น ยังมีนักดนตรีไทยอาวุโสอีกท่านหนึ่ง ซึ่งเป็นผู้มีความรู้ความสามารถทางดนตรีไทยอย่างยอดเยี่ยม ทั้งทางด้านการบรรเลง และการแต่งเพลงเป็นอย่างมาก แต่ติดขัดอยู่ว่า ท่านอายุมากแล้ว ไม่สามารถบรรจุเป็นข้าราชการได้ ท่านอธิบดี พลโทหม่อมหลวงขาบ กุญชร มีความตั้งใจที่จะได้นักดนตรีอาวุโสท่านนี้ไว้เป็นที่ปรึกษาในวงดนตรีไทยของกรมประชาสัมพันธ์ให้ได้ จึงได้จัดเงินงบพิเศษของสถานีวิทยุภาคทดลองมา จัดเป็นเงินสมนาคุณในตำแหน่ง ที่ปรึกษาทางดนตรีไทยแก่นักดนตรีท่านนั้นคือ ครูพุ่ม บาปุยะวาทย์

        ครูพุ่ม บาปุยะวาทย์ เดิมท่านชื่อ พุ่มเล็ก เกิดเมื่อวันที่ ๘ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๓๓ ณ บ้านพระยาภูธราภัย อำเภอบางกอกน้อย จังหวัดธนบุรีเป็นบุตรคนสุดท้องของ ครูปุย บาปุยะวาทย์ ครูดนตรีที่มีชื่อเสียงในสมัยนั้น ครูพุ่มเป็นผู้มีฝีมือทางด้านดนตรีไทยอย่างยอดเยี่ยม ทั้งในทางทฤษฎีและ ทางปฏิบัติ ได้มีโอกาสเป็นผู้สอนวิชาดนตรีไทย ให้กับพระบรมวงศานุวงศ์ ตามวังต่างๆ เช่น วังบางขุนพรหม ของ ทูลกระหม่อมบริพัตร วังบูรพาของสมเด็จฯ กรมพระยาภาณุพันธ์ฯ วังพระนางเจ้าอินทรศักดิ์ศจี นอกจากนั้นที่บ้านครูพุ่ม ก็มีลูกศิษย์ มาเรียนวิชาดนตรีอยู่เป็นจำนวนมากเช่นเดียวกัน

        เมื่อวงดนตรีไทยของกรมประชาสัมพันธ์มีนักดนตรีพร้อมเพรียงแล้ว จึงได้มีการฝึกซ้อมเพลงกันขึ้นเป็นประจำ ด้วยเหตุที่ห้องซ้อมดนตรีไทย กับ ดนตรีสากลอยู่ใกล้ชิดกัน จึงทำให้เสียงดนตรีไทย กับดนตรีสากลคลุกเคล้าผสมผสานกันไปโดยกฎแห่งธรรมชาติ ทำให้เกิดมีความไพเราะอย่างแปลกประหลาด

        ท่านอธิบดี พลโทหม่อมหลวงขาดกุญชร จึงได้ระลึกถึงพระราชเสาวณีย์ของ สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินีในรัชกาลที่ 7 ที่เคยตรัสว่า “ ดนตรีไทยกับดนตรีสากลนั้น ควรจะเล่นรวมกันได้ ” ดังนั้น ท่านอธิบดีพลโทหม่อมหลวงขาบ กุญชร จึงดำริที่จะทำวงดนตรีผสมขึ้น ในขณะนั้น ครูเอื้อ สุนทรสนาน เป็นผู้ควบคุมวงดนตรีสากลอยู่ ก็มีแนวความคิดนี้เช่นกันว่า จะนำเครื่องดนตรีไทยมาผนวกเข้ากับเครื่องดนตรีสากลได้ ทั้งนี้จะได้ช่วยเชิดชูเพลงไทยให้จำง่ายขึ้น โดยนำมาบรรเลงในแบบสากลได้อย่างสนิท และยังคงจะรักษาบรรยากาศแบบไทยๆเราไว้ได้อย่างผสมกลมกลืน จึงได้ตกลงเรียกการบรรเลงดนตรีผสมนี้ว่า

“ สังคีตสัมพันธ์ ”

เพลงแรกที่บรรเลงแบบผสมนี้คือ เพลงกระแต จากเพลงไทยที่มีชื่อว่า กระแตเล็ก ในตับลาวเจริญศรี โดยมีครูพุ่ม บาปุยะวาทย์ เป็นผู้บอกทางเพลงให้เป็นครั้งแรก

 

๔ ทะยอยญวน

ประสาน สุทัศน์ ณ อยุธยา – เรียบเรียง

เพลงทยอยญวนอัตรา 2 ชั้นของเก่า เป็นเพลงประเภทหน้าทับสองไม้ มีท่อนเดียว โบราณเรียกว่า "เพลงกะเหรี่ยงไกวเปล" ใช้ในการแสดงโขนละคร ท่วงทำนองเพลงมีลีลาอ่อนหวานปนเศร้ามีความไพเราะน่าฟังยิ่ง เพลงนี้มีผู้นำไปแต่งขยายขึ้นเป็นอัตรา 3 ชั้นและตัดลงเป็นชั้นเดียวเพื่อให้ครบเป็นเพลงเถาหลายทางด้วยกันอาทิเช่น ทางของหลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) ทางของครูพุ่ม บาปุยะวาทย์ และ ทางของ คุณสุวิทย์ บวรวัฒนา

เพลงนี้ได้นำมาใล่เนื้อร้องและทำเป็นเพลงไทยสากลทั้งลูกทุ่งและลูกกรุง

กิเลสคน

คำร้อง โดย สุรัฐ พุกกะเวส

ทำนอง โดย ธนิต ผลประเสริฐ

ขับร้องโดย สุปราณี พุกสมบุญ(ศรีสุดา รัชตะวรรณ)

กิเสคน หมองหม่นอุราหลงรูปกลิ่นรสสัมผัสศรัทธา

ก่อกิเลส เจตนา ชักพาทุกข์ใจ ฤทัยระทมคนเกิดมาแล้วต้องตาย (ฮัม)

ร่างกายสิ้นแล้ว เน่าจม ซากถมแผ่นดิน

สุดสิ้นพรหมจรรย์ตัณหาอย่าเบาปัญญา โลภหลงคงพาร้อนใจ

ให้ภาวนา วัฎสังขารานิจจานิจจัง อย่ามัวหวังพึ่งใคร

กิเลสคน ร้อนรนไฉน เหมือนกงจักรเหลือจะหักหนักใจ

ดิ้นอยู่ในบ่วงมาร ร้าวรานร้อนทรวง เพราะดวงชะตา คนเราอายุไม่ยืน (ฮัม)

ถึงตายไม่พื้นกลับมาให้เขาได้บูชาด้วยความดีทำมาเกิดผล

อย่ามัวลืมตน ชีวิตของคนไม่แน่ แล้วแต่จังหวะ

หักโทโสโมหะสละกิเลส เหตุลุ่มหลงทั้งปวง

 

อีกเพลงที่นำทำนองเพลงนี้ไปใช้คือเพลง “ เรียกพี่ได้ไหม ” ขับร้องโดย เสรีย์ รุ่งสว่าง

เสรีย์ รุ่งสว่าง พ.ศ. ๒๕๔๒ เขาก็กลับมาดังสนั่นในเพลง "เรียกพี่ได้ไหม" จากฝีมือการแต่งของ " เทวดาเพลง" ชลธี ธารทอง ซึ่งก็ใช้ทำนองเพลงทะยอยยวนด้วย

นักร้องที่ชลธีแต่งเพลงให้ร้องมากที่สุดก็คือ เสรีย์ รุ่งสว่าง ล่าสุดมาดังเพลง เรียกพี่ได้ไหม ก็เป็นเพลงของ ชลธี ธารทอง อีกเช่นเดิม พูดถึงศิษย์รัก ชลธีหัวเราะ ก่อนเล่าว่า ไฟไหม้บ้าน ร้องห่มร้องไห้มาหาผม บอกว่าแย่แล้ว ผมตายแน่เลย ผมเลยให้เพลงไปไม่เอาสักบาท เพลง เรียกพี่ได้ไหม เสรีย์นี่ เมื่อก่อนหิวข้าวทีไรเข้าบ้านขอข้าวกินทุกที สร้อยสัมพันธ์ระหว่าง ชลธี ธารทอง กับ เสรีย์ รุ่งสว่าง ยาวไกล เสรีย์ รุ่งสว่าง ย้อนอดีตให้ฟังว่า เมื่อปี ๒๔๒๓ ผมอัดเทปแล้ว แต่ต้องวิ่งส่งเทปให้เขาอยู่ถึง ๘ เดือน ส่ง สุชิน ศิลป์ส่งเสริม ไป ผมเป็นคนส่งเทป ๑๕๐ รายการ เป็นคนเดียวที่ทำสำเร็จ ส่งให้สุรชัยดังไปก่อนส่งให้ พรชัย พรมปัญชา ดังไปก่อน ต้องรอตั้งนานกว่าจะถึงคิวผม เพลงที่ชลธีแต่งให้เสรีย์ร้องแล้วดังเพลงแรกๆ คือ จดหมายจากแม่ ขวัญหาย จดหมายจากแม่ส่งมา เนื้อจดหมายเขียนว่า ทุกข์ตรมเจียนบ้า นาฝนแล้ง...เพลงแรกที่โด่งดัง บันทึกแล้วอีก ๘ เดือนถึงจะออก เพลงต่อมา หนุ่มทุ่งกระโจมทอง คนกล่อมโลก ร้องเพลงเพื่อแม่ ไอ้หนุ่มรถซุง ยุคต่อมา เทพธิดาผ้าซิ่น ก่อน เทพธิดาผ้าซิ่น จะดัง ผมหนีวงการไป ๕ ปี ไปอยู่สุพรรณบุรี ครูไปหาผมบอก ไอ้หนูเอ็งกลับมาเถอะ ครูมีเพลงทีเด็ดนั่นคือเพลง เทพธิดาผ้าซิ่น...ว่างจากงานหว่านไถจะร้อยมาลัยใบข้าว ห้อยคอสาวจำปา...ผมว่าทำนองเพลงไทย ไม่มีใครเกิน ชลธี

๕ เมื่อวานนี้

คำร้อง/ทำนอง โดย สง่า อารัมภีร

บันทึกเสียงครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๙๙ โดย สวลี ผกาพันธุ์

ดนู ฮันตระกูล , ศักดิ์ชาย เล็กวงษ์เดิม - เรียบเรียง)

เมื่อวานนี้ เรายังดีกันอยู่ เหตุใดไม่รู้หลงเคืองกัน

ฉันเองหัวใจได้แต่งงงัน เธอโกรธฉันด้วยเหตุใด

ผิดไปสักนิด แม้คิดอภัยกันหน่อย อย่าเพิ่งใจน้อยคอยดูใจ

สัญญาของเรานั้นว่าอย่างไร ไม่อภัยเชียวหรือเธอ

โกรธกันนั้นมันง่ายจริงนา สบตาแล้วก็พากันเก้อ

เหินห่างดังไม่เคยเจอ พึมพำพร่ำเพ้อแล้วก็ตัดไมตรี

ประโยชน์อะไร เห็นใจกันดีกว่า อภัยเถิดหนาอย่างอนซี

หันมายิ้มกันเสียหน่อยคนดี แล้วจะให้จูบนี้แก่เธอ

 

 

๖ ลมหวน

ท่านผู้หญิงพวงร้อย สนิทวงศ์ อภัยวงศ์

ดนู ฮันตระกูล , ศักดิ์ชาย เล็กวงษ์เดิม - เรียบเรียง)
หม่อมหลวงพวงร้อย อภัยวงศ์ เกิดที่กรุงเทพมหานคร ท่านเป็นศิลปินผู้มีอัจฉริยภาพทางด้านการประพันธ์ทำนองเพลงและเป็นนักดนตรีเอกของไทย เล่นดนตรีได้เกือบทุกชนิด โดยเฉพาะเปียโน เพลงที่ท่านประพันธ์ทำนองไว้มีทั้งหมด ๑๑๒ เพลง ประกอบด้วยเพลงที่มีท่วงทำนองไพเราะอ่อนหวาน เช่นเพลง “ บัวขาว ” ได้รับคัดเลือกให้เป็น “ เพลงแห่งเอเชีย ” และเพลงปลุกใจ เช่น เพลงดุจบิดามารดร เพลงความฝันอันสูงสุด เป็นเพลงที่ให้ทั้งความบันเทิงและเป็นประโยชน์ต่อราชการ สร้างความจรรโลงใจเบิกบาน รื่นเริงและอาจหาญ แสดงคุณค่าของดนตรีได้อเนกประการ ได้ประพันธ์ทำนองเพลงเพื่อสนองพระราชเสาวนีย์ในสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และประพันธ์ทำนองเพลง “ พายุใจ ” ในเพลงชุด “ ดวงทิพย์ ” ซึ่งสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ทรงขับร้อง ท่านได้ปริญญาศิลปะศาสตร์ดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ จากมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒผลงานของท่านนับว่าเป็นอมตะและทรงคุณค่ายิ่ง

 

 

๗ ลาวดวงเดือน

ดนู ฮันตระกูล , อิทธินันท์ อินทรานันท์ - เรียบเรียง)

ทรงนิพนธ์เพลงนี้คือ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นพิชัยมหินทโรดม พระนามเดิม พระองค์เจ้าชายเพ็ญพัฒน์พงศ์ ในขณะที่มีพระชนมพรรษา ๒๑ พรรษา พระองค์ทรงเป็นพระเจ้าลูกยาเธอในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ในปี พ.ศ. ๒๔๔๖ พระองค์ทรงจบการศึกษาจากประเทศอังกฤษและได้เสด็จประพาสเชียงใหม่ ได้รับการต้อนรับจากเจ้าหลวงอินทวโรรสสุริวงศ์ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่และเจ้าแม่ทิพย์เนตร มีการจัดงานเลี้ยงต้อนรับขึ้น ในงานเลี้ยงครั้งนี้มี เจ้าราชสัมพันธวงศ์(ธรรมลังกา) และเจ้าแม่คำย่น ณ ลำพูน พร้อมธิดาคนโต เจ้าหญิงชมชื่นซึ้งมีอายุเพียง ๑๖ ปี ที่ทำให้พระองค์เจ้าชายเพ็ญพัฒน์พงษ์ ถึงกับตะลึงในแบบรักแรกพบ ในวันรุ่งขึ้นพระองค์ได้ทรงให้ พระยานริศราชกิจ ข้าหลวงใหญ่ใมณฑลพายัพ นำพระองค์ไปเยี่ยมคุ้มเจ้าราชสัมพันธวงศ์(คุ้มหน้าวัดบ้านปิง ปัจจุบันคือบ้านใบเมียงที่ฝรั่งเช่าทำเป็นที่สอนศาสนา) และกลายเป็นแขกประจำคุ้ม ต่อมาได้ทรงให้พระยานริศราชกิจเป็นเถ้าแก่ไปเจรจาสู่ขอเจ้าหญิงชมชื่นแต่ทางบิดาฝ่ายหญิงผู้เป็นผู้เชี่ยวชาญในด้านกฎหมายนั้นได้ทัดทาน(มิได้ปฏิเสธ)ไว้โดยตั้งเงือนไขไว้สองเงื่อนไข คือ

๑ ขอให้รอจนเจ้าหญิงชมชื่นอายุ ๑๘ ปี เสียก่อน

๒ ต้องทำให้ถูกต้องตามขนบธรรมเนียม คือ พระองค์จะอภิเษกสมรสต้องได้รับพระบรมราชานุญาต

เป็นสะใภ้หลวง( มิฉะนั้นก็จะเป็นเพียงแค่นางบำเรอ)

เหตุที่ ทัดทานครั้งนี้เกิดจากเรื่องความรักระหว่างพระองค์เจ้าโสณบัณฑิต ทางเจ้านายในราชวงศ์จักรีนี้ เคยเกิดขึ้นใน พ.ศ. ๒๔๓๓ มาแล้ว คือ พระองค์เจ้าโสณบัณฑิต พระราชโอรสในสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ พระน้องยาเธอใน พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชการที่ ๕ ได้เสด็จมาปราบปรามพวกยางแดง แถวแม่น้ำสาละวิน(คง) และได้พบรักกับ เจ้าหญิงข่ายแก้ว ธิดาเจ้าทักษิณนิเกตน์(มหายศ) และทรงสู่ขอจากเจ้าทักษิณนิเกตน์(มหายศ) แต่ไม่ได้รับพระบรมราชานุญาตในการเสกสมรส และไม่มีพระโอรสและพระธิดาด้วยกัน ครั้นพระองค์เจ้าโสณบัณฑิตเสด็จกลับกรุงเทพก็ไม่ได้เอาลงมาด้วยเพราะมีหม่อมเอมอยู่แล้ว ทำให้เจ้าหญิงข่ายแก้ว กลายเป็น “ แม่ร้าง ” ที่จะไปร้องเรียนกับใครก็ไม่ได้ เจ้าราชสัมพันธ์วงศ์(ธรรมลังกา) จึงไม่ปรารถนาให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยจึงได้ทัดทานไว้ และพระองค์จึงเสด็จกลับกรุงเทพเพื่อปรึกษาญาติผู้ใหญ่ซึ้งก็ได้รับการทัดทานอย่างหนักหน่วง เมื่อไม่สมหวังก็ทรงหันเข้าหาความเยือกเย็นแห่งดนตรีไทยดับความรุ่มร้อนในหัวอก และก็ทรงนิพนธ์เพลงนี้จากบทร้องจากวรรณคดีเรื่อง “ พระลอ ” ขึ้นมาทำให้เกิดตำนานรักเพลง “ ลาวดวงเดือน ”

 

 

๘ เงาไม้

เพลงประกอบภาพยนตร์ เรื่องลูกทุ่ง
         ในปี พ.ศ. ๒๔๘๒ ก็สร้างภาพยนตร์เรื่องที่ ๔ อีกคือ เรื่องลูกทุ่ง ซึ่งมีเพลงประกอบถึง ๖ เพลงคือ เพลงเงาไม้ เพลงเกี้ยวสาว เพลงต้อนกระบือ เพลงไม้งาม เพลงสายันต์ ผู้แสดงนำได้แก่ ทวี ณ บางช้าง และสุภาพ สง่าเมือง
       
        เพลงเงาไม้
        คำร้อง พระยาโกมารกุลมนตรี ทำนอง ท่านผู้หญิงพวงร้อย สนิทวงศ์ อภัยวงศ์

ขับร้องโดย สุภัทรา อินทรภักดี

แสงจันทร์วันนี้นวล คล้ายชวนให้น้องเที่ยว

จะให้เลี้ยวไปแห่งไหน

ชลใสดูในน้ำ เงาดำนั้นเงาใด

อ๋อ ไม้ริมฝั่งชล

สวยแจ่ม...แสงเดือน...

หมู่ปลาเกลื่อนดูเป็นทิว

หรรษ์รมย์...ลมริ้ว...

จอดเรืออาศัยเงาไม้ฝั่งชล (ซ้ำ)

       
  เพลงนี้ท่านผู้หญิงพวงร้อย สนิทวงศ์ อภัยวงศ์ ชมว่าผู้ประพันธ์คำร้องคือ พระยาโกมารกุล(ชื่น โกมารกุล ณ นคร)แต่งได้เก่งมาก เพราะสามารถเขียนคำร้องได้ตรงกับทำนองและ วรรณยุกต์ที่เขียนกำกับไปโดยไม่มีการแก้ไขเลย

เพลงเงาไม้ เป็นเพลงประกอบภาพยนตร์เรื่อง "ลูกทุ่ง" ของ บริษัท"ไทยฟิล์ม" ประพันธ์คำร้องโดย พระยาโกมารกุลมนตรี ทำนอง โดย หม่อมหลวงพวงร้อย สนิทวงศ์ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๘๑ ขับร้องโดย นภา หวังในธรรม

ในปี พ.ศ.๒๕๐๓ ชรินทร์ นันทนาคร สร้างภาพยนตร์เรื่อง "เรือนแพ" ก็นำเพลงเงาไม้ ที่ขับร้องโดย สวลี ผกาพันธ์ เป็นเพลงประกอบคู่กับ เพลงเรือนแพ ที่ชรินทร์ นันทนาคร ขับร้องไว้ด้วย

 

ท่านผู้หญิงพวงร้อย อภัยวงศ์

ท่านผู้หญิงพวงร้อย อภัยวงศ์

ท่านผู้หญิงหม่อมพวงร้อย อภัยวงศ์ (๒๘ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๕๗ — ๑๗ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๔๓) หรือนามเดิม หม่อมหลวงพวงร้อย สนิทวงศ์ ณ อยุธยา เป็นสตรีไทยคนแรกที่เป็นนักประพันธ์เพลง เมื่อ พ.ศ. ๒๔๘๐

หม่อมหลวงพวงร้อย สนิทวงศ์ ณ อยุธยา เกิดเมื่อวันที่ ๒๘ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๕๗ เป็นบุตรีของ หม่อมราชวงศ์สุวพรรณ และคุณยี่สุ่น สนิทวงศ์ และเป็นพี่สาวต่างมารดากับ หม่อมหลวงประพันธ์ สนิทวงศ์ เนื่องจากอยู่ในครอบครัวของนักดนตรีจึงชอบดนตรี และเล่นเปียโนมาตั้งแต่เด็ก

หม่อมหลวงพวงร้อย สำเร็จการศึกษาชั้นมัธยมปีที่ ๘ จาก โรงเรียนวัฒนาวิทยาลัย เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๗๗ และปริญญาตรีด้านเปียโนจาก Tritity College of Music ลอนดอน อังกฤษ

ในปี พ.ศ. ๒๔๘๐ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าภานุพันธ์ยุคล ได้สร้างภาพยนตร์เรื่อง "ถ่านไฟเก่า" และทรงนิพนธ์เพลงประกอบคือ เพลงบัวขาว และ เพลงในฝัน ขึ้น และมอบหมายให้หม่อมหลวงพวงร้อย เป็นผู้ประพันธ์ทำนองเมื่อมีอายุได้ ๒๓ ปี เพลงบัวขาว กลายเป็นเพลงอมตะที่สร้างชื่อเสียงให้กับท่านเป็นอย่างมาก ในปี พ.ศ. ๒๕๒๒ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งเอเชียของ ยูเนสโก ประเทศฟิลิปปินส์ ได้คัดเลือก "เพลงบัวขาว" เป็น "เพลงแห่งเอเชีย" นักร้องยอดนิยมของ ฮ่องกง " ฟรานซิส ยิป " ได้นำเพลงนี้ไปขับร้องบันทึกแผ่นเสียง

หม่อมหลวงพวงร้อย สมรสกับ นายเชียด อภัยวงศ์ น้องชายของอดีต นายกรัฐมนตรี ควง อภัยวงศ์ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๘๕

หม่อมหลวงพวงร้อยมีผลงานประพันธ์ทำนองและคำร้องเพลงมากมาย จำนวน ๑๑๒ เพลง รวมทั้งบทเพลงปลุกใจ เพื่อถวาย สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เช่น เพลง ดุจบิดามารดร เพลง แด่ ต.ช.ด. เพลง ชายชาญทหารไทย ใน พ.ศ. ๒๕๑๖ ท่านได้เปลี่ยนลักษณะการแต่งเพลง ที่มักจะใส่คำไม่ลงโน้ต มาใช้คำที่มีวรรณยุกต์ตรงกับโน้ตเพลงมากขึ้น บทเพลงที่ท่านแต่งจึงมีความไพเราะ สละสลวย มีการผสมผสานการร้องแบบดนตรีไทยเดิมกับดนตรีสากล

หม่อมหลวงพวงร้อย (สนิทวงศ์) อภัยวงศ์ ณ อยุธยา ถึงแก่กรรมเมื่อวันพฤหัสบดีที่ ๑๗ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๔๓

๙ ชั่วฟ้าดินสลาย

คำร้อง โดย ทวี ณ บางช้าง

ทำนองโดย แมนรัตน์ ศรีกรานนท์

ขับร้องบันทึกเสียงครั้งแรกโดย พูลศรี เจริญพงษ์ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๗

 

ชั่วดินฟ้ารักเธอเสมอใจที่ฉันรำพันทุกวันฝันไปถึงเธอ

อยากให้เธอหวานใจอยู่ใกล้พลอดรักร้อยเรียง

ร่วมเคล้าเคียงฉันและเธอ

* ก่อนเข้านอนฉันวอนฝันไปเพ้อครวญ

ภาพรักหลอนให้ชวนละเมอ

อยากให้เป็นของเธอชั่วฟ้าดินได้

อย่ามีอันใดพรากไปไกลกัน ( ซ้ำ*)

ประวัติส่วนตัวและผลงาน ของ
เรืออากาศตรี ศาสตราจารย์พิเศษ แมนรัตน์ ศรีกรานนท์ ศิลปินแห่งชาติ

เกิดเมื่อวันที่ ๒๕ สิงหาคม ๒๔๗๑ ปัจจุบันอายุ ๗๘ ปี เกิดที่ตำบลบางรัก เจริญกรุง เป็นบุตรคนที่ ๒ ในจำนวนพี่น้อง ๖ คน ของ คุณพ่อโรนาโด ซีแกร่า และคุณแม่จำรัส เรณางกูร ซึ่งมีเชื้อสายโปรตุเกส คุณพ่อเป็นนักเปียโนและเล่นดนตรี และคุณพ่อยังทำงานด้านอื่นประจำนอกเหนือจากดนตรี จึงได้รับแรงบันดาลใจและมีความรักในดนตรีมาก อ.แมนรัตน์เติบโตมาในครอบครัวที่มีดนตรีในหัวใจ มีใจรักเสียงดนตรีมาโดยตลอด อ.แมนรัตน์สมรสกับคุณลออวรรณ อนุสารสุนทร มีบุตร ๒ คน คือ ดร.อินทุอร ศรีกรานนท์ , CONCERT PIANIST จบจากมหาวิทยาลัย Yale ดร.ภาธร ศรีกรานนท์ จบการศึกษาปริญญาเอก สาขาการประพันธ์เพลง จากมหาวิทยาลัยเอดินเบิร์ก สก๊อตแลนด์ และได้เล่น SAXOPHONE พร้อมทั้งยังเป็นนักดนตรีและผู้จัดการเพลงในวงดนตรี อ.ส วันศุกร์ด้วย

อาจารย์แมนรัตน์ เริ่มการศึกษา เมื่ออายุ ๙ ปี โดยได้เข้าศึกษาที่โรงเรียนอัสสัมชัญและเซ็นคราเบรียลจนจบมัธยมศึกษาปีที่ ๔ จึงย้ายมาเรียนอัสสัมชัญ ขณะที่เรียนอยู่ชั้น ม.๕ เกิดสงคราม การเรียนจึงได้ชะงักลงช่วงหนึ่ง หลังสงครามสงบกลับมาเรียนต่อ แต่ไม่จบ เนื่องจากบิดาได้ล้มป่วยและเสียชีวิตจึงต้องออกจากโรงเรียนมาเล่นดนตรีหาเงินส่งน้องๆเรียนหนังสือ ช่วยเหลือภาระทางบ้าน แต่ขณะเดียวกันก็ไม่ทิ้งการเรียน ช่วงที่ทำงานอยู่อีสต์ เอเซียติค ได้เรียนกวดวิชาตลอดเวลาแต่ก็ไม่มีโอกาสสอบชั้นมัธยมศึกษา ๖

ในส่วนของการทำงานอาจารย์แมนรัตน์ ได้ผ่านการทำงานหลายที่ เช่น บริษัทเชลส์ ซึ่งที่นี้ได้ตั้งวงดนตรีของพนักงานขึ้น และได้ทำหน้าที่เป็นหัวหน้าวง จากนั้นได้ตั้งวงดนตรีเล็กๆของตนเองอีก ๑ วง ชื่อ วงดนตรีเรมอนด์และสหาย ( ต่อมาเปลี่ยนเป็น คีตะเสวี) ซึ่งเป็นชื่อวงดนตรีของบิดา รวบรวมเพื่อนๆมาเล่นดนตรียามว่างจากการทำงาน แรกๆเล่นกันในงานเลี้ยงสังสรรค์ตามบ้านเพื่อนฝูงเท่านั้น แต่ภายหลังได้เล่นออกอากาศทางสถานีวิทยุ ๑ ปณ และสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทยด้วย

หลังออกจากบริษัทเซลล์ ก็มาทำอยู่กับ บริษัทน้ำมันแสตนดาร์ด เวคัม ออยส์ ในปี ๒๔๙๘ ได้ร่วมเล่นดนตรีอยู่กับวงจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในตำแหน่งนั ก PIANO ได้มีโอกาสเล่นเปียโนถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในวันที่ไปออกอากาศ ณ สถานีวิทยุ อ.ส หลังจากนั้นได้ถวายตัวกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเพื่อที่จะเล่นเปียโนในวงดนตรี " ลายคราม" ซึ่งนักดนตรีในวงเป็นพระบรมวงศานุวงศ์ชั้นผู้ใหญ่ ชั้นหม่อมเจ้าและชั้นหม่อมราชวงศ์ และที่พิเศษ คือ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็นผู้ทรงแซกโซโฟน และคลาริเน็ต จนถึงปัจจุบันได้เล่นดนตรีถวายในวงดนตรี อ.ส วันศุกร์ มาเป็นเวลา ๕๐ ปี และได้เคยร่วมเล่นดนตรีกับนักดนตรีแจ๊สชั้นนำของโลก เช่น เบนนี กูดแมน สก็อต แฮมิลตัน และเบนนี คาร์เตอร์ เป็นต้น

ต่อมาเมื่อบริษัทน้ำมันแสตนดาร์ด เวคัม ออยส์ แยกตัวออกเป็น ๒ บริษัท คือ บริษัทน้ำมันเอสโซ และ บริษัท น้ำมันโมบิล อ.แมนรัตน์เลือกทำที่ บ. โมบิลและได้ลาออกในปี ๒๕๐๘ เนื่องจากได้รับทุนจากรัฐบาลสหรัฐอเมริกา ไปศึกษาวิชาการดนตรีแจ๊ส ในสาขาวิชาเรียบเรียงเสียงประสานและการประพันธ์เพลงที่ BERKLEE SCHOOL OF MUSIC ในหลักสูตร ๒ ปี จนจบได้รับ CERTIFICATE ทางด้าน JAZZ COMPOSITION หลังจากกลับมา ต้องการนำความรู้ที่ได้มาเผยแพร่ให้นักศึกษาไทย จึงได้มาทำงานที่บริษัทสยามกลการ ดร.ถาวร พรประภา ได้มอบหมายให้ก่อตั้งโรงเรียนดนตรีสยาม-กลการ โดยในช่วงแรกได้เชิญนักเรียบเรียงเสียงประสานที่มีฝีมือมาเรียนกันแบบเพื่อนฝูง เช่น อ.ประสิทธิ์ พยอมยงค์ ประภาส อมรพันธ์ นริศ ทรัพย์ประภา เป็นต้น ซึ่งต่อมาได้เป็นผู้ถ่ายทอดความรู้นี้ให้แก่นักดนตรีอาชีพ และนักศึกษาทั่วไป มีลูกศิษย์หลายคนที่ประสบความสำเร็จในชีวิตการงานหลายคน ขณะเดียวกันก็ยังเป็นครูสอนดนตรีที่โรงเรียนจิตรลดา โดยเป็นพระอาจารย์ถวายการสอนดนตรีแด่เจ้าฟ้าทุกพระองค์ด้วย

ลูกศิษย์ที่เรียนกับอาจารย์แมนรัตน์ในขณะนั้นได้ตั้งวงดนตรีวงใหญ่ ( BIG BAND) ขึ้น ชื่อ "วงดนตรี ม.ศ" ซึ่งย่อมาจากชื่อแมนรัตน์ ศรีกรานนท์ เพื่อเป็นการทดลองเพลงที่เขียนมาเนื่องจากการเรียนวิชาเรียบเรียงเสียงประสาน และได้บรรเลงออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ช่อง ๗ เป็นเวลาถึง ๑๓ ปี

ในปี ๒๕๑๗ ได้ลาออกจากโรงเรียนดนตรีสยามกลการ เพื่อเข้าทำงานที่ธนาคารกรุงเทพ จนกระทั่งเกษียณในปี ๒๕๓๐ จึงได้มาทำงานในบริษัท สยามดนตรียามาฮ่า จำกัด ในตำแหน่งที่ปรึกษา จนถึงปัจจุบันดำรงตำแหน่งประธานกรรมการบริษัท

ทางด้านผลงานการประพันธ์เพลง อาจารย์แมนรัตน์มีผลงานการประพันธ์เพลงกว่า ๑,๐๐๐ เพลง โดยในช่วงที่ทำการสอนอยู่ที่โรงเรียนดนตรีสยามกลการ ได้แต่งเพลงขึ้นหลายเพลง อาทิเช่น รักเอย ชั่วฟ้าดินสลาย จากยอดดอย สวรรค์อำพราง จับปู ใครเอ่ย ใจเอ๋ย ฯลฯ

ผลงานที่สร้างชื่อเสียง ได้แก่ เพลงรักเอย ได้รับพระราชทานรางวัลแผ่นเสียงทองคำ เพลงชั่วฟ้าดินสลาย ได้รับพระราชทานรางวัลแผ่นเสียงเงิน สำหรับเพลงจับปู เป็นเพลงในท่วงทำนองที่สนุกสนานมีวงดนตรีต่างๆนำมาบรรเลงกันอย่างแพร่หลาย

ผลงานทางด้านวิชาการ ได้เรียบเรียงตำราหลายเล่ม เพื่อให้ลูกศิษย์ได้ศึกษา พัฒนาวิชาการดนตรีให้เทียบเท่าอารยะประเทศ เช่น วิชาการประพันธ์ดนตรีแจ๊ส ( JAZZ COMPOSITION) วิชาการประสานเสียงดนตรีแจ๊ส ( JAZZ HARMONY)

เนื่องจากมีผลงานดนตรีด้านต่างๆ และเป็นผู้ให้การส่งเสริมการดนตรีให้แพร่หลายมาโดยตลอดจึงทำให้ในปี ๒๕๓๕ อาจารย์แมนรัตน์ได้รับคัดเลือกจากสำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติให้เป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (ดนตรีสากล) ปี พ.ศ. ๒๕๔๐ ได้รับพระราชทานปริญญาศิลปกรรมศาสตร์ดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาดุริยางคศาสตร์สากล จากมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ และ ๒๔ มกราคม ๒๕๔๘ ได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง ศาสตราจารย์พิเศษ ในสาขาวิชาดุริยางคศาสตร์ คณะศิลปกรรมศ่าสตร์ ม.มหาสารคาม

ปัจจุบัน อ.แมนรัตน์ ดำรงตำแหน่งประธานกรรมการ บริษัท สยามดนตรียามาฮ่า จำกัด และเป็นกรรมการและที่ปรึกษาของหน่วยงานราชการและเอกชนหลายแห่ง เป็นอาจารย์สอน เป็นที่ปรึกษาและผู้เชี่ยวชาญด้านดนตรี Jazz ของคณะดุริยางคศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ผู้อำนวยการโรงเรียนดนตรีสยามกลการ และสอนวิชา JAZZ COMPOSITION, JAZZ HARMONY ที่โรงเรียนดนตรีสยามกลการและมหาวิทยาลัยต่างๆ ฯลฯ

๑๐ เพลงนกขมิ้น

        จัดเป็นเพลงหวานซาบซึ้งทั้งเนื้อร้อง และทำนอง มักใช้เป็นเพลงกล่อมบุตรหลาน
          เพลงนี้ครูเพ็ง แต่งขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๔ จากทำนอง ๒ ชั้นของเก่าที่ปรากฏอยู่ในเพลงเรื่อง " แม่ม่ายคร่ำครวญ"
          ต่อมา อาจารย์มนตรี ตราโมท ได้ปรับปรุงแก้ไขแต่งบทและทำนองร้อง ๒ ชั้น และชั้นเดียวขึ้น ในปี พ.ศ. ๒๔๗๖ และเพิ่มทำนองร้องและว่าดอก ตามแนวทางของครูเพ็ง


        เนื้อร้องของเก่ามีดังนี้
                                           เจ้านกขมิ้นเหลืองอ่อน                ค่ำแล้วเจ้าจะนอนที่รังไหน
                                   นอนไหนก็นอนได้                             สุมทุมพุ่มไม้ที่เคยนอน
                                   สมพัดมาอ่อนอ่อน                              เจ้าก็ร่อนไปตามลมเอย
                                            ดอกเอ๋ย                               ดอกขจร
                                   นกขมิ้นเหลืองอ่อน                      ค่ำแล้วจะนอนที่ไหนเอย

แล้วเพลง นกขมิ้น ก็จุดพลุให้ชีวิตข้าพเจ้า และเป็นที่มาของอีกหลายเพลงที่ยังอยู่ในปัจจุบัน ”
       
         เพลงนกขมิ้น
        คำร้อง ทำนอง พยงค์ มุกดา
        ขับร้อง ศรีนวล แก้วบัวสาย / ทัศนัย ชอุ่มงาม/ธานินทร์ อินทรเทพ, เศรษฐา ศิระฉายา

       
        ค่ำคืน ฉันยืนอยู่เดียวดาย เหลียวมองรอบกาย มิวายจะหวาดกลัว
        มองนภามืดมัว สลัวเย็นย่ำ ค่ำคืนเอ๋ย
        ยามนภาคล้ำไปใกล้ค่ำ ยินเสียงร่ำคำบอก เจ้าช่อดอกไม้เอ๋ย
        เจ้าดอกขจร นกขมิ้นเหลืองอ่อน ค่ำแล้วจะนอนไหนเอย เล่านกเอย
        อกฉัน ทุกวันเฝ้าอาวรณ์ เหมือนคนพเนจร ฉันนอนไม่หลับเลย
        หนาว พระพายพัดเชย อกเอ๋ยหนาวสั่น สุดบั่นทอน
        ยามนี้เราหลงทาง กลางค่ำ ยินเสียงร่ำ คำบอก เจ้าช่อดอกไม้เอ๋ย
        เจ้าดอกขจร ฉันร่อนเร่พเนจร ไม่รู้จะนอนไหนเอย เอ๋ยโอ้หัวอกเอย
        บ้านใดหรือใครจะเอ็นดู รับรองอุ้มชู เลี้ยงดูให้หลับนอน
        นก ขมิ้นเหลืองอ่อน ค่ำไหนนอนนั่น อกฉันหมอง
        ทนระกำ ช้ำใจยามค่ำ ยินเสียงร่ำน้ำตก โอ้หัวอกเอ๋ย
        อกโอ้อาวรณ์ ฉันไร้คู่ร่วมคอน ต้องฝึกนอนหนาวเอย โอ้หัวอกเอย
        เมื่อมอง หมายปองก็แลเห็น หวิวในใจเต้น เหมือนเป็นเพียงแต่มอง
        เหมือน พบรังจะครอง แต่หมองเกรงที่ หวั่นจะมีเจ้าของ
        ฟังสำเนียง เสียงเพลงครวญคร่ำ ใครหนอร่ำ คำบอก เจ้าช่อดอกไม้เอ๋ย
        เจ้าดอกขจร นกขมิ้นเหลืองอ่อน ค่ำนี้จะนอนไหนเอย นอนที่นี่เอย
       

ในหนังสือ เพลงรักอมตะ ระบุเอาไว้ว่า เพลงนกขมิ้น นี้ ทัศนัย ชะอุ่มงาม เป็นผู้ขับร้องไว้ก่อน เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๙๓
แต่ครูพยงค์ มุกดา ระบุไว้ในหนังสือคอนเสิร์ต เชิดชูครูเพลง ครั้งที่ ๕ พยงค์ มุกดา ว่า แต่งไว้ตั้งแต่ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๘๗ เป็นเพลงประกอบในละครของ แม่วง เรื่อง ป่าแก้ว และต่อมา ธานินทร์ อินทรเทพ เป็นผู้ขับร้องบันทึกเสียงและได้รับพระราชทานรางวัลแผ่นเสียงทองคำ เมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๗

 

๑๑ รักไม่รู้ดับ

คำร้อง/ทำนอง โดย สรพล โทณะวณิก

ขับร้องบันทึกเสียงครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๔ โดย สวลี ผกาพนัธุ์

 

ถึงจะสิ้นวิญญาณกี่ครั้ง ฉันก็ยังรักเธอฝังใจ

แม้จะสิ้นดวงจันทร์ไฉไล ไม่เป็นไรเพราะยังมีเธอ

ฟ้าจะมืดจะมัวช่างฟ้า ขอให้มีสายตาหวานละเมอ

ถึงจะสิ้นแผ่นดินนะเธอ ให้ได้เจอยิ้มเธอชื่นใจ

ไม่ได้ชิดก็ขอเพียงได้ชม ไม่ได้สมไม่เห็นแคร์อะไร

ขอให้ได้รักข้างเดียวเอาไว้ ไม่เช่นนั้นใจฉันคงหลุดลอย

ถึงโลกนี้แตกแหลกลาญสิบครั้ง  

ฉันก็ยังหวังใจรอคอย แม้นจะสิ้นวิญญาณเลื่อนลอย

ก็จะคอยพบเธอชาติอื่นเอย

 

๑๒ คนึงครวญ

 

คำร้อง/ทำนอง โดย หลวงสุขุมนัยประดิษฐ : ( ประดิษฐ สุขุม)

 

อยู่เดียวเปลี่ยวอกเอ๋ย      ฉันเคยฟังเธอพร่ำ

นั่งเคียงสดชื่นล้ำ      หวานคำฉ่ำทรวงใน

      อกใจให้คิดถึง      คนึงถึงเธอได้

ฝากคำพร่ำกันไว้      เสียวใจให้รำพึง

  ยามนอนต้องถอนใจ      หวงคู่ฤทัยตรึง

ความรักให้ใจใฝ่ถึง      ใจหวลคนึงทุกวัน

ฝากคำพร่ำรำพึง      คิดถึงตรึงตรามั่น

โอ้เธออย่าลืมฉัน      ทุกวันคนึงครวญ

 

คอนเสิร์ต ๑๐๐ ปี หลวงสุขุมนัยประดิษฐ : มุมมองจากจุดยืนของผู้เริ่มฟัง

คงกฤช ไตรยวงค์

ผมได้มีโอกาสไปชมการแสดงคอนเสิร์ต " ๑๐๐ ปี หลวงสุขุมนัยประดิษฐ " เมื่อวันอาทิตย์ที่ ๑๑พฤษภาคม ๒๕๔๖ ณ ศาลาเฉลิมกรุง เมื่อใกล้ถึงเวลาแสดงผมรู้สึกทั้งตื่นเต้นและขัดเขิน ที่ตื่นเต้นก็เพราะเป็นครั้งแรกที่ผมจะได้ชมการแสดงดนตรีสดในลักษณะนี้ และที่รู้สึกขัดเขินอยู่บ้างก็เพราะผู้ที่ทยอยเข้ามาศาลาเฉลิมกรุงนั้นส่วนมากแล้วเป็นผู้สูงอายุ อย่างไรก็ตาม ผมรู้สึกใจชื้นขึ้นมาบ้าง เพราะเมื่อเข้าชมแล้วก็พบว่ามีวัยรุ่นมาชมอยู่พอสมควร

คอนเสิร์ตครั้งนี้จัดขึ้นเนื่องในโอกาสครบรอบ ๑๐๐ ปี หลวงสุขุมนัยประดิษฐ ซึ่งจะมาถึงในวันที่ ๑ พฤษภาคม พ . ศ . ๒๕๔๗ เพื่อรำลึกถึงคุณงามความดีของท่าน ทำให้ผมได้ตระหนักว่า ผู้ที่มีคุณูปการต่อสังคมไทยคงจะยังมีอยู่อีกจำนวนมาก บางท่านก็อาจมีแง่มุมที่เราไม่รู้ ในกรณีของหลวงสุขุมฯก็เช่นกัน ผมไม่เคยทราบมาก่อนว่าท่านมีความสามารถรวมทั้งบทบาทเกี่ยวกับการกีฬาในระดับชาติ พอจะรู้ก็แต่เพียงว่าท่านได้ประพันธ์เพลงให้กับวงสุนทราภรณ์ ( และผมก็มารู้ในภายหลังว่ามีจำนวน ๗ เพลง ) ดังนั้น จึงเป็นการสมควรจะได้มีการก่อตั้ง " กองทุนหลวงสุขุมนัยประดิษฐ " เพื่อเผยแพร่เกียรติคุณของท่าน และเพื่อส่งเสริมการดนตรีและการกีฬา

ผมมีโอกาสได้ทำงานที่เกี่ยวข้องกับศึกษามรดกทางดนตรีของวงสุนทราภรณ์ และทำให้ผมมีโอกาสเริ่มฟังในฐานะของผู้ฟังสมัครเล่น แต่ทั้งนี้ก็เป็นเพียงการฟังจากเทปหรือซีดีเท่านั้น ยังไม่มีโอกาสได้สัมผัสกับการแสดงจริง ถึงกระนั้นผมก็พบว่าวงสุนทราภรณ์ได้มอบมรดกทางศิลปะอันทรงคุณค่าไว้เป็นจำนวนมาก บางเพลงนั้นผมคุ้นเคยมาตั้งแต่เด็ก แต่เป็นการนำมาขับร้องใหม่ การได้มาชมคอนเสิร์ตรำลึกถึงผู้ที่มีส่วนในการกำเนิดวงสุนทราภรณ์ จึงเป็นประสบการณ์การชมคอนเสิร์ตครั้งแรกที่ลืมได้ยาก แม้ว่าจะเป็นบรรยากาศของการรำลึกถึงประสบการณ์ที่คนรุ่นผมไม่มีส่วนร่วมก็ตาม

คอนเสิร์ตครั้งนี้บรรเลงโดยวงดนตรีเฉลิมราชย์ ผู้อำนวยเพลงคือ อาจารย์วิรัช อยู่ถาวร เพลงที่นำมาแสดงคือเพลงที่หลวงสุขุมฯแต่งให้วงสุนทราภรณ์จำนวน ๗ เพลง โดยมีครูแก้ว อัจฉริยะกุลเป็นผู้ประพันธ์คำร้อง ได้แก่ " คนึงครวญ " " สิ้นรักสิ้นสุข " " ไม่อยากจากเธอ " " เมื่อไหร่จะให้พบ " " รักไม่ลืม " " ชายไร้เชิง " และ " เกาะสวาท " และมีการนำเพลงโปรดของหลวงสุขุมฯมาแสดงด้วย ได้แก่ "In the Mood", "Begin the Bequine" และ "Don't Be that Way" นอกจากนี้ยังมีเพลงที่หลวงสุขุมฯประพันธ์ทำนองและ อาจารย์สดใส พันธุมโกมล ประพันธ์คำร้องภาษาอังกฤษไว้ตั้งแต่เมื่อครั้งยังเป็นนิสิต จุฬาฯ อันได้แก่ "My Heart's calling You" ( คนึงครวญ ) และ "Too many Wounds" ( สิ้นรักสิ้นสุข )

ผมไม่ได้ศึกษาดนตรีมาโดยตรง ตั้งแต่เกิดมาก็เล่นเครื่องดนตรีเป็นอย่างเดียวคือ ขลุ่ย ดังนั้น จึงไม่หาญให้ความเห็นเกี่ยวกับการบรรเลงดนตรี นอกจากนี้ ผมยังขาดประสบการณ์ในการชมการแสดงสด จึงไม่อาจขุดคุ้ยความทรงจำหรือประสบการณ์มาเปรียบเทียบได้ อย่างไรก็ตาม การได้ชมการแสดงจริงทำให้ผมได้ประจักษ์ว่า เสียงของเครื่องดนตรีที่ได้ยินจากเทปหรือซีดีนั้นต่างจากการฟังของจริง

ผมได้ยินผู้รักและผู้รู้ทางดนตรีท่านหนึ่งกล่าวว่า การแสดงในครั้งนี้มีลักษณะเอาใจคนรุ่นใหม่ ผมต้องขอยอมรับว่าคนรุ่นใหม่อย่างผมไม่คุ้นชื่อนักร้องเลย ยกเว้น รัดเกล้า อามระดิษ แต่เมื่อได้เห็นหน้าของนักร้องแล้วก็เห็นว่าแต่ละท่านยังอายุไม่มาก ทั้งชายและหญิง การขับร้องโดยทั่วไปนั้นแม้จะเป็นการร้องโดยคนรุ่นใหม่ แต่ก็ไม่ได้ร้องเอาใจวัยรุ่นจนถึงขนาดกลายเป็นเพลง Pop ( ดังที่มีนักร้องบางคนนำเพลงสุนทราภรณ์บางเพลงมาร้องในสไตล์ Pop ) ถ้าหากตีความล้ำหน้ามากเกินไปก็อาจทำให้ผู้ฟังซึ่งคุ้นเคยกับต้นฉบับรับไม่ได้

โดยทั่วไปแล้วการขับร้องของนักร้องผู้หญิงจัดอยู่ในระดับที่ไม่ต่างกันนัก ยกเว้น คุณธีรนัยน์ ณ หนองคาย ที่ร้องเพลง " ชายไร้เชิง " ได้อย่างมีชีวิตชีวา ทั้งในแง่เสียงร้องและการแสดงลีลาท่าทางขณะร้อง และ รัดเกล้า อามระดิษ ซึ่งมีพลังเสียงที่ดึงดูดใจพอที่จะทำให้คนนอนดึกไม่ง่วงหลับไปก่อนได้ ผมสังเกตเห็นว่า ในขณะที่การขับร้องของนักร้องหญิงท่านอื่นนั้น ผมจับความคำร้องที่เปล่งออกมาไม่ค่อยได้ เพราะอาจถูกเสียงดนตรีกลืน แต่เสียงของคุณรัดเกล้านั้นมีพลังมากพอที่ไม่ถูกดนตรีกลบกลืน และทำให้เปล่งคำร้องภาษาอังกฤษได้ชัดเจน จนทำให้คนที่รู้ภาษาอังกฤษงูๆปลาๆอย่างผมจับความได้บ้าง ( ส่วนที่จับความไม่ได้นั้นเป็นเพราะทักษะในการฟังของผม ไม่เกี่ยวกับความสามารถในการขับร้องของคุณรัดเกล้าแต่อย่างใด ) ในเรื่องพลังเสียงนี้ ผมยังสังเกตเห็นว่า บางครั้งที่คุณรัดเกล้าถือไมโครโฟนใกล้ปากเกินไปนั้น จะทำให้ลำโพงขยายเสียงสะเทือนเลยทีเดียว

สำหรับนักร้องหญิงที่โดดเด่นอีกท่านหนึ่งคือ คุณ ปวริศา เพ็ญชาติ การขับร้องเพลง " เมื่อไหร่จะให้พบ " ของเธอคู่กับคุณ ปัญญชลี เพ็ญชาติ ในรอบแรกนั้น ทำให้ผมนึกถึงการดื่มกาแฟ ปกติแล้วผมใส่น้ำตาลเพียง ๓ ก้อน แต่การขับร้องของเธอทำให้ผมนึกถึงการดื่มกาแฟที่ใส่น้ำตาล ๕ ก้อน หากเปรียบกับการตีความของ คุณมัณฑนา โมรากุล ที่ผมได้ฟังจากซีดีแล้ว พบว่าแตกต่างกันมาก แม้ว่าเพลงนี้จะมีเนื้อหาเกี่ยวกับคนรักที่ต้องจากกัน แต่เนื้อหาโดยรวมและทำนองเพลงไม่ใช่ความโศกศัลย์ หรือหวานซึ้งฟูมฟาย การขับร้องของคุณมัณฑนานั้นไม่ใช่การฟูมฟาย ทั้งยังมีน้ำเสียงออกจะร่าเริงด้วยซ้ำไป เหมือนกับคนที่มีความหวังกำลังรอคอยโอกาสได้พบกับคนรัก ในขณะที่การตีความเพลงของคุณปวริศานั้นออกจะหวานและมีน้ำเสียงเว้าวอนมากเกินไป นอกจากนี้ การออกเสียงภาษาไทยของเธอนั้นอาจถือเป็นการร้องแบบเอาใจวัยรุ่นได้ เพราะออกเสียงสรรพนาม " เธอ " กลายเป็น " เฌอ " เหมือนกับที่นักร้องเพลง Pop นิยมทำกัน อย่างไรก็ตาม การร้องในรอบที่เป็น Medley นั้นเธอทำได้ดีขึ้น ซึ่งอาจจะเป็นเพราะไม่ค่อยเกร็งเหมือนรอบแรกที่เธอตั้งใจเกินไปในการขับร้องให้หวานซึ้งตรึงตรามากเกินไปนั่นเอง

การแสดงคอนเสิร์ตครั้งนี้แม้ว่าจะมีเพลงที่นำมาแสดงน้อยเพียง ๑๐ เพลง คือ เพลงที่หลวงสุขุมฯเป็นผู้ประพันธ์ทำนอง และเพลงที่ท่านชื่นชอบอีก ๓ เพลง แต่ก็สามารถจัดให้มีหลากรสได้ด้วยการจัดให้มีลีลาสประกอบเพลง โดย คุณ โสมรพี ศรีประเสริฐ และอาจารย์ ชิษณุพงษ์ เจนพานิชทรัพย์ ทั้งยังมีการร้องประสานเสียงโดยคณะนักร้องประสานเสียงของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นอกจากนี้ ผู้ว่าราชการกรุงเทพฯ ยังให้เกียรติมาขับร้องเพลง " ไม่อยากจากเธอ " เป็นการรำลึกความหลัง และอาจารย์ สดใส พันธุมโกมล ให้สัมภาษณ์ในช่วง " รำลึกอดีต " บนเวที ซึ่งเป็นการให้ข้อมูลเกี่ยวกับหลวงสุขุมฯ ทำให้ผมได้สำนึกว่า นิสิตนักศึกษาในอดีตเป็นผู้ที่มีความคิดความอ่านและความสามารถสูงมาก

แม้ว่าผมจะเคยไปชมการแสดงดนตรีอื่นอยู่บ้าง แต่ก็เป็นการชมในมหาวิทยาลัยและเป็นการแสดงของนักศึกษา การชมคอนเสิร์ตในลักษณะนี้จึงเป็นครั้งแรกของผม และข้อเขียนนี้ก็เป็นความพยายามที่จะอธิบายความรู้สึกในการชมการแสดงดนตรีจากจุดยืนของผู้เริ่มฟังดนตรีไทยสากล แม้ว่าประสบการณ์ในการฟังดนตรีของผมนั้นจัดอยู่ในระดับอนุบาล แต่ก็หวังจะได้รับคำแนะนำหรือแลกเปลี่ยนความเห็นกับผู้รู้ เพื่อน้อมรับฟังมาครุ่นคิดพินิจนึกและพัฒนาทักษะการฟังดนตรีต่อไป

http://www.thaicritic.com/projectB/music/100.htm

 

ประวัติของหลวงสุขุมนัยประดิษฐ ( ประดิษฐ สุขุม)

( พ.ศ.๒๔๔๗ - พ.ศ. ๒๕๑๐)

การจัดตั้งวงดนตรีลีลาศ
        เมื่อประดิษฐ สุขุม กลับจากการศึกษา ณ สหรัฐอเมริกาไม่นานก็ได้ตั้งวงดนตรีรับจ้างบรรเลงเป็นประจำที่โฮเต็ลพญาไท เพราะเห็นว่าเมืองไทยยังไม่มีดนตรีที่บรรเลงเพลงสากลที่เล่นเพลงลีลาศดีๆได้ นับเป็นวงดนตรีลีลาศวงแรกของประเทศไทย ต่อมาได้รวบรวมนักดนตรีตั้งเป็นวงดนตรีที่กินเงินเดือนของหลวงสุขุมฯเอง ซึ่งวงดนตรีนี้ได้กลายมาเป็นวงดนตรีของบริษัทไทยฟิล์ม ที่อยู่ในความอำนวยการของพระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าภาณุพันธ์ยุคล และหลวงสุขุมฯ โดยหลวงสุขุมฯยังเป็นผู้ควบคุมวงเช่นเดิม เมื่อบริษัทไทยฟิล์มเลิกล้มไป หลวงสุขุมฯไม่ต้องการให้วงดนตรีแตกวงจึงสละทุนทรัพย์ส่วนตัวจ่ายเงินเดือนให้นักดนตรีต่อไป จนกระทั่งคุณวิลาสโอสถานนท์มาเป็นอธิบดีกรมโฆษณาการต้องการให้มีวงดนตรีของกรมขึ้น จึงได้มีการโอนวงดนตรีวงนี้ให้เป็นวงของกรมโฆษณาการโดยหลวงสุขุมฯได้ยกเครื่องดนตรีที่ใช้ในวงของท่านให้ ใช้ในวงของกรมโฆษณาการจนกว่าจะจัดหาเองได้ นักดนตรีคนสำคัญคนหนึ่งในวงนี้ คือ เอื้อ สุนทรสนาน ซึ่งได้เขียนบทความเรื่อง " หลวงสุขุมนัยประดิษฐพ่อพระ ของวงดนตรีสุนทราภรณ์" ในหนังสือที่ระลึก ๕ รอบหลวงสุขุมฯ ไว้ว่า

 

หลวงสุขุมนัยประดิษฐ " พ่อพระ" ของวงดนตราสุนทราภรณ์ ( จากหนังสือที่ระลึกแจกในงานครบรอบ ๖๐ ปีของหลวงสุขุมนัยประดิษฐ จัดทำโดยคุณอินสม ชัยชนะ , ๒๕๐๗)

        ครั้งนั้น … คำว่า "ทวิสต์" หรือ "ออฟบีท" ยังไม่เป็นที่รู้จักกันเลยในเมืองไทย และการเต้นรำก็ดูจะสันทัดจัดเจนขนาดออกไปวาดลวดลายกลางฟลอร์ได้ก็ต้องเป็นชนชั้นสังคมจริงๆ ขนาดเด็กวัยรุ่นหรือหนุ่มสาววัยเรียนไม่มีทางจะรู้จักการเต้นรำ ซึ่งผิดกับสมัยปัจจุบันลิบลับ แต่ครั้งนั้น ดนตรีสากลก็มีความหมายอยู่ในกลุ่มสังคมไม่น้อย ท่วงทำนองดนตรีเต็มไปด้วยความประณีตและละเอียดลออจริงๆ
        ผมโชคดีที่เกิดมาคลุกคลีกับวงดนตรีตั้งแต่วัยเด็ก เริ่มชีวิตดนตรีด้วยการเข้าฝึกในกรมมหรสพ จนสามารถเข้าร่วมบรรเลงกับเขาได้ เมื่อผมอายุ ๑๔ ขวบ
        ผมถือเป็นโชคถัดมาเมื่อมีโอกาสไปโชว์ฝีมือดนตรีในงาน " แซยิด" ของท่านเจ้าพระยายมราช ที่บ้านศาลาแดง ซึ่งเป็นตึกสมาคมแพทย์ในปัจจุบัน ( ปัจจุบันคือ โรงแรมดุสิตธานี) ท่านจัดงานฉลองครบ ๖๐ ปี เป็นรายการเอิกเกริก จนผมออกจะตื่นตาตื่นใจที่ได้เห็นผู้สูงศักดิ์ท่านจัดงานในครั้งนั้น และคงเป็นเพราะความเป็นนักดนตรีเด็กที่สุดของวง จึงกลายเป็นจุดสนใจของผู้มาฟังดนตรีพอสมควร นั่นเอง ส่งผมให้ได้มีโอกาสรู้จักกับบุคคลในครอบครัวของท่านเจ้าคุณ ซึ่งยังจำการเริ่มรู้จักกับคุณประยงค์และคุณประนอม สุขุม มาได้จนกระทั่งบัดนี้ สมาชิกของบ้านนี้คนหนึ่งที่ผมไม่รู้จักเพราะไม่เคยเห็น คือ หลวงสุขุมนัยประดิษฐ ขณะนั้นอยู่ต่างประเทศผมจึงเพียงรู้จักชื่อท่านเท่านั้น
        ใครจะคิดว่า หลวงสุขุมนัยประดิษฐ ซึ่งผมได้ยินเพียงชื่อ ยังไม่รู้จักตัวของท่านในวันนั้น จะมากลายเป็นผู้มีความหมายสูงยิ่งสำหรับผมในระยะเวลาต่อมาตราบจนทุกวันนี้ …
        พูดถึงการฟังดนตรีในครั้งนั้น เทียบก็คล้ายกับ "สังคีตศาลา" ในปัจจุบันซึ่งมีไว้บรรเลงดนตรีและเปิดการแสดงเป็นที่พักผ่อนหย่อนใจวันสุดสัปดาห์แต่อดีต เรามีสิ่งที่คล้ายคลึงกัน สำหรับกลุ่มของผู้สนใจเสียงดนตรี คือ "กาแฟนรสิงห์" อยู่ที่มุมสนามเสือป่า ทุกเย็นวันอาทิตย์จะมีนักเพลงนั่งรถยนต์เก๋งมาจอดเรียงรายกันรอบๆ วงดนตรีเพื่อฟังดนตรีที่มีกัน ๒ วง เป็นดนตรีหลวงผลัดกันมาคราวละวง บรรเลงเพลงตั้งแต่เพลงไลท์มิวสิคจนถึงซิมโฟนี ผมเป็นคนหนึ่งที่มีหน้าที่ไปบรรเลงที่ " กาแฟนรสิงห์" นี้ด้วยฝีมือไวโอลิน จำได้ว่าคุณประยงค์กับคุณประนอมแห่งบ้านศาลาแดง มาให้ความสนใจการบรรเลงเพลงที่นี่ สำหรับผมได้รับความสนใจเพราะผิดแผกไปกว่าคนอื่น โดยเป็นนักดนตรีคนเดียวที่นั่งเก้าอี้สีไวโอลินทั้งที่เท้าทั้งสองสูงพ้นพื้น เพราะความเป็นนักดนตรีเด็ก
       ครั้งนั้นเป็นระยะที่ในหลวงรัชกาลที่ ๖ สู่สวรรคต และไร่เรี่ยกับการกลับสู่เมืองไทยของหลวงสุขุมนัยประดิษฐ พอท่านมาถึงไม่นานก็ตั้งวงดนตรีบรรเลงเป็นประจำที่โฮเต็ลพญาไท ( โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้าขณะนี้) มือแซ๊กของวงนี้มีหลวงสุขุมฯ และหลวงชาติตระการโกศล คุณวุฒิ สุทธิเสถียร เล่นไวโอลิน คุณนารถ ถาวรบุตร เล่นเปียโน และคุณสาลี่ กล่อมอาภา เป็นมือกลอง ทีมดีดสีตีเป่าวงนี้มาบรรเลงคราใด จะมีผู้มาฟังกันแน่นขนัด โดยเฉพาะผู้สนใจดนตรีประเภทแจ๊ส เฉพาะผมเองสนใจกับดนตรีวงนี้ด้วยเหตุผล ๒ ประการ ประการหนึ่งเพราะเป็นวงของหลวงสุขุมนัยประดิษฐ ที่ผมให้ความสนใจตั้งแต่ยังไม่เห็นตัวท่าน อีกประการหนึ่งอยากฟังเพลงประเภทแจ๊สซึ่งผลต้องยอมรับว่า เมื่อฟังแล้วรู้สึกสนุกและเพลิดเพลินดี อยากเล่นได้บ้าง
        จากนักดนตรีฝึกในกรมมหรสพ เปลี่ยนมาเป็นกระทรวงวัง แล้วก็กลายเป็นกรม ศิลปากร ผมคล่องตัวขึ้นมาในเรื่องดนตรี และ … ในที่สุดการบรรเลงเพลงประเภทแจ๊สที่ผมพึงใจเมื่อครั้งไปฟังวงของหลวงสุขุมฯ ก็ประสพผลเพราะหลักสูตรที่ทวีขึ้นในกรมมหรสพ สถานประสิทธิประสาทวิชาดนตรีของผม ผมเรียนวิชานี้ด้วยใจรักจึงได้ให้ความสนใจตลอดมา ซึ่งเมื่อกาลเวลาล่วงเลยมา ความสนใจกับนักดนตรีเด็กอย่างผมก็เป็นผลให้คุณประยงค์ และคุณประนอม สองพี่น้องแห่งตระกูลสุขุม ก็เป็นสื่อเชื่อมโยงให้ผมเป็นจุดสนใจของหลวงสุขุมฯผู้ใฝ่ใจในเรื่องของดนตรีอยู่แล้ว
        ประมาณปี ๒๔๗๗ มีงานของสมาคม เอ.ยู.เอ. ที่สวนมิสกวันกลุ่มดนตรีของ หลวงสุขุมฯ ไปบรรเลง ในวงนี้มีผมร่วมอยู่ด้วย เพราะคุณหลวงใช้วิธีรวมนักดนตรีไปบรรเลงด้วยการเลือกเอาความเหมาะสมแต่ละชิ้นของดนตรีเฉพาะคน การบรรเลงเป็นที่พอใจของผู้ฟังจนคุณหลวงเกิดความคิดที่จะรวบรวมพวกเราไว้เป็นกลุ่มเดียวกัน เรียกว่าตั้งวงดนตรีคุณหลวงขึ้นเอง
        จากนั้น หลวงสุขุมฯ ก็คว้าตัวพวกเราไปกินเงินเดือนของท่านความเอาใจใส่ในเรื่องดนตรีของคุณหลวงเป็นที่ประจักษ์ชัดในกลุ่มของพวกเราในครั้งกระนั้นอย่างเต็มที่ คุณหลวงสั่งดนตรีเข้ามา สั่งเพลงเพราะๆ จากเมืองนอก ท่านจำการดนตรีจากเมืองนอกมาเล่าและวิจารณ์ให้ฟังเพื่อการศึกษาและปรับปรุงวงให้ดียิ่งขึ้น นอกจากนี้ ในฐานะที่คุณหลวงเป็นสหายของนักดนตรีบันลือโลก คือมิสเตอร์ เบนนี่ กู๊ดแมน ก็จำเอาแบบฉบับของนักดนตรีผู้นี้มาดัดแปลงให้ใช้ในวงของเราตามความเหมาะสม
        ผมจึงยอมรับว่า หลวงสุขุมฯ เป็นยอดนักดนตรีโดยแท้ การโอบอุ้มพวกเราไว้เป็นกลุ่มเดียวกันด้วยวิธีที่มีการปรับปรุงเป็นนิจสินเช่นนั้น เป็นการเสริมความแกร่งทางด้านดนตรีให้กับวงของท่าน และเป็นความสามารถของแต่ละคนที่ร่วมวงอยู่ในขณะนั้นอีกด้วย
        ครั้นแล้วข่าวใหม่ก็มาสู่ดนตรี นั่นคือการดำเนินงานของบริษัทไทยฟิล์ม ในความอำนวยการของ พระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าภาณุพันธ์ยุคลและหลวงสุขุมนัยประดิษฐ เป็นบริษัทใหญ่ที่เกี่ยวกับภาพยนตร์และดนตรี คุณหลวงจึงยกเอาวงดนตรีของท่านให้เป็นวงดนตรีของบริษัทไทยฟิล์ม พวกเราคึกคักและกระปรี้กระเปร่าเพิ่มขึ้นเมื่อมาสังกัดบริษัทนี้ ซึ่งก็คงอยู่ในความควบคุมวงของปล่อยพวกเรา ยังเอาใจใส่และเป็นห่วงเป็นใยอยู่เสมอ ในที่สุด …… โดยสายของงานที่พวกเรามาสังกัดกรมใหม่ จะต้องมีการปกครองและควบคุมกันขึ้นเป็นทางการ คุณหลวงจะมาเป็นหัวหน้าวงก็ไม่ได้ จึงดำริที่จะหาตัวหัวหน้าวงไว้ควบคุมให้เป็นการเป็นงาน ท่านจึงเรียกพวกเราไปพบที่ ก.พ. ทีละคน เพื่อสอบถามความเห็นของแต่ละคนดูว่า จะสมควรมอบหมายให้ใครเป็นหัวหน้าวงดนตรีวงนี้
        ครั้นแล้วไม่นานนักหลวงสุขุมฯ ก็เรียกผมไปที่ ก.พ. ผมยังจำคำพูดของท่านในเบื้องแรกที่เข้าไปในห้องทำงานของท่านได้ดี "เอื้อนี่ดีนะ ถามทุกคน เขาอยากให้เอื้อเป็นกันทั้งนั้น"
        ผมจำคำนี้ได้เท่ากับจำความปลาบปลื้มของผมเอง ใช่จะเป็นเพราะเพื่อนทุกคนให้เกียรติผมเท่านั้น แต่ปลาบปลื้มในความกรุณาของผู้มีคุณ คำว่า "พ่อ" ที่เราใช้เรียกคุณหลวงสุขุมฯ จึงเป็นคำที่ออกมาจากความรู้สึก และลึกเข้าไปในจิตใจของพวกเราโดยแท้
       ใช่ว่าผมจะจาก "ใบบุญ" ของคุณหลวงสุขุมฯ มาแต่บัดนั้นก็หาไม่ หลวงสุขุมฯ ท่านยังเอาใจใส่สอบถามสารทุกสุกดิบพวกเราทั้งในด้านกิจการงานและส่วนตัวเช่นเคย พวกเราชุดแรกที่เข้ามารับราชการในกรมโฆษณาการครั้งนั้น มี-

เอื้อ สุนทรสนาน
เวช สุนทรจามร
สมพงษ์ ทิพยกลิน
สริ ยงยุทธ
คีติ คีตากร (นักดนตรีชาวฟิลิปปินส์ที่หลวงสุขุมฯ ชวนมาอยู่ที่เมืองไทย เดิมชื่อ บิลลี่)
ภิญโญ สุรวาท
สาลี่ กล่อมอาภา
สมบุญ ดวงสวัสดิ์
ปิยะ วาทิตาคม
บุญช่วย วรรณชาญเวทย์
สมบุญ ศิริภาพ

        เราได้ร่วมดำเนินงานภายใต้ความอุ้มชูของหลวงสุขุมฯ และเกิดเป็นวงสุนทราภรณ์ขึ้นเวลาต่อมา สิ่งพิสูจน์ถึงความไม่ทอดทิ้งของท่าน ไม่เพียงแต่การคอยเอาใจสอบถามทุกข์สุขและเรื่องการเรื่องงานเท่านั้น ท่านยังได้กรุณาแต่งเพลงมอบให้วงดนตรีสุนทราภรณ์ อีกถึง ๗ เพลง แต่ละเพลงล้วนมีความไพเราะและเป็นเพลง "ฮิท" นับแต่บัดนี้เรื่อยมา ออกชื่อเพลงคงจะมีผู้สนใจเพลงนึกได้คือ ไม่อยากจากเธอ - เมื่อไหร่จะให้พบ - ชายไร้เชิง - เกาะสวาท - พี่ไม่ลืม - คนึงครวญ - สิ้นรัก สิ้นสุข เป็นต้น วงดนตรีสุนทราภรณ์จึงถือว่าอยู่ในอุ้งอุปการะของคุณหลวง "พ่อพระ" ผู้นี้อยู่เสมอ
        จากปีหนึ่ง - - ไปอีกหนึ่ง .. อีกปีหนึ่ง .. และต่อๆ มาอีกหลายปี จนกระทั่งเมื่อพวกเราจัดงานเลี้ยงฉลองครบรอบ ๑๙ และ ๒๐ ปีของวงดนตรีสุนทราภรณ์ขึ้นเมื่อ ๕ และ ๖ ปีมาแล้ว ผมไม่ลืมจะเชิญ "พ่อพระ" มาเป็นมิ่งขวัญ และกล่าวปราสัยในฐานะผู้อุปการะดนตรีวงนี้
        ยังไม่มีใครที่จะรักษาชื่อเสียงของวงและสามัคคีกันได้ยืนนานเหมือนอย่างวงนี้ ซึ่งไม่ผิดไปจากความมุ่งหวังแต่แรก ขอให้ทำต่อไปให้ยั่งยืนนานยิ่งขึ้น
        ผมและผู้ร่วมงานไม่มีใครลืมคำนี้ของท่าน

การจัดงานฉลองรัฐธรรมนูญ
         เมื่อประเทศไทยมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากสมบูรณาญาสิทธิราชมาเป็นระบบการปกครองแบบประชาธิปไตย โดยพระมหากษัตริย์ทรงพระราชทานรัฐธรรมนูญ เมื่อวันที่ ๑๐ ธันวาคม ๒๔๗๕ เป็นต้นมานั้น ทางราชการจึงได้ถือเอาวันที่ ๑๐ ธันวาคม เป็นวันสำคัญวันหนึ่งของชาติ และได้จัดให้มีการเฉลิมฉลองรัฐธรรมนูญเป็นประจำปี วัตถุประสงค์ในการจัดงานฉลองรัฐธรรมนูญขึ้นนั้นเพื่อจะให้ประชาชนได้มีความรู้สึกเห็นคุณค่าของรัฐธรรมนูญ ในการ จัดงานฉลองรัฐธรรมนูญแต่ละปีนั้น ทางราชการได้จัดงานให้มีการออกร้านแสดงสินค้า การแสดงมหรสพต่างๆ การประกวดนางงาม และให้มีการลีลาศอีกด้วย นับว่าเป็นงานมหกรรมมโหฬารงานหนึ่งของเมืองไทยทีเดียว
        ฉะนั้นในการจัดงานดังกล่าวนี้จึงได้แบ่งแยก และอาศัยความร่วมมือจากหน่วยราชการ องค์การร้านค้าหลายฝ่าย มีคณะกรรมการรับผิดชอบเป็นสัดส่วนไป งานฉลองรัฐธรรมนูญจึงเป็นไปด้วยความเรียบร้อยเป็นประเพณีสืบต่อมาเป็นเวลานาน
        ได้กล่าวแต่ต้นมาแล้วว่า งานรัฐธรรมนูญได้แบ่งออกเป็นหลายฝ่ายด้วยกัน เช่น ฝ่ายออกร้าน-ฝ่ายแสดงสินค้า-ฝ่ายประกวดนางงาม-ฝ่ายลีลาศ เป็นต้น หลวงสุขุมฯ เป็นผู้หนึ่งที่ได้มีส่วนสำคัญในการจัดงานฉลอง รัฐธรรมนูญ ทั้งนี้ ก็โดยเหตุที่หลวงสุขุมฯ เป็นผู้ที่มีความสามารถในทางดนตรีสากลผู้หนึ่ง นอกจากนี้แล้วยังเป็นผู้ที่มีความสนใจในการจัดงานต่างๆ และมีความคิดความริเริ่มเป็นอย่างดีอีกด้วย ประกอบกับที่หลวงสุขุมฯ เป็นผู้มีประสบการณ์ทั้งทางดนตรีและการจัดงาน การแสดงบนเวทีมาจากต่างประเทศเมื่อครั้งศึกษาอยู่ ณ สหรัฐอเมริกา และเป็นผู้ที่มีบุคลิกภาพเป็นพิเศษหลายประการ ฉะนั้น เมื่อทางราชการได้ดำริจัดให้มีงานฉลองรัฐธรรมนูญขึ้นนั้น หลวงสุขุมฯ จึงเป็นบุคคลหนึ่งที่มีส่วนร่วมในการจัดงาน ไม่ว่าจะเป็น พลโท มังกร พรหมโยธี หรือ พลโท ประยูร ภมรมนตรี หรือท่านผู้ใดก็ตามที่ได้เป็นประธานจัดงานฉลองรัฐธรรมนูญ มักจะเลือกงานด้านการจัดลีลาศให้หลวงสุขุมฯ เป็นผู้ดำเนินงานเสมอมาแทบทุกปี ทั้งนี้และทั้งนั้น นอกจากเหตุผลที่กล่าวข้างต้นแล้วนี้ หลวงสุขุมฯ ได้แสดงความสามารถให้ปรากฏชัดแจ้งว่า ในการจัดงานลีลาศในงานฉลองรัฐธรรมนูญปีที่แล้วๆ มานั้น คุณหลวงสุขุมฯ ได้แสดงความสามารถเป็นอย่างดีจนหาตัวจับได้ยากสำหรับงานฝ่ายการลีลาศนี้ เพราะได้จัดงานของฝ่ายนี้เป็นไปด้วยดี เป็นที่นิยมของประชาชนผู้มาเที่ยวชม เช่น การจัดการแสดงบนเวที การจัดการแข่งขันลีลาศสเตปต่างๆ การแสดงอื่นๆ ตลอดถึงวงดนตรีที่มาบรรเลงนั้นก็ได้จัดสรรวงดนตรีที่มีชื่อเสียงเป็นเด่นในสมัยนั้น เช่น วงดนตรีสุนทราภรณ์ วงดนตรีดุริยโยธินฯ เป็นต้น นอกจากนี้ยังได้สนับสนุนให้มีการประกวดดนตรีสากลสำหรับลีลาศระหว่างมหาวิทยาลัยขึ้นอีกด้วย ซึ่งนับว่าเป็นหนทางที่สนับสนุนส่งเสริมดนตรีลีลาศมีมาตรฐานดี ให้แพร่หลายยิ่งขึ้นอีกโสตหนึ่งด้วย เพื่อที่จะให้ผลของการจัดลีลาศงานฉลองรัฐธรรมนูญดีเด่นเป็นที่นิยมมากยิ่งขึ้น และเพื่อให้ประชาชนผู้มาเที่ยวในงานได้มีโอกาสผลัดเปลี่ยน หรือเพิ่มความสนุกสนาน หลวงสุขุมฯ ได้สั่งดนตรีจากฟิลิปปินส์มาเล่นดนตรีลีลาศเพิ่มขึ้นอีก
        ในด้านความคิดริเริ่มสิ่งที่แปลกๆ ใหม่ๆ เพื่อเปลี่ยนบรรยากาศหรือเพื่อเปลี่ยนให้เป็นไปตามรสนิยมของผู้มาเที่ยวในงาน บนสถานลีลาศหรือฟลอร์ลีลาศนั้น หลวงสุขุมฯ ได้หา วิธีการที่จะชักจูงใจผู้มาเที่ยว โดยการจัดสร้างเวทีเล่นดนตรีแต่ละคืนให้แตกต่างกัน ในรูป และลักษณะบรรยากาศต่างๆกัน เช่นราตรีต้อนรับ-ราตรีอเมริกาใต้-ราตรีฮาวาย-ราตรีสวิง-ราตรี น.ส. ไทย-ราตรีอำลา เป็นต้น ซึ่งสร้างบรรยากาศเป็นที่เพลิดเพลินใจอย่างยิ่ง นอกจากนี้ยังมีการแสดงรีวิว และฟลอร์โชว์อื่นๆ อีกตามความเหมาะสม นอกจากมีความคิดริเริ่มในการสร้างสิ่งแปลกๆ ใหม่ๆ แล้วยังจะต้องมีความรอบคอบเป็นพิเศษอีกด้วยเพราะงานแต่ละคืนๆ นั้นมีผู้มาเที่ยวชมมากน้อยต่างกัน การจัดให้มีการแสดงหรือมีการแข่งขันอะไรก็จะต้องคำนึงการลงทุนที่จะใช้จ่ายเพื่อการแสดง หรือการแข่งขันนั้นๆ ด้วย
        งานฉลองรัฐธรรมนูญได้เป็นที่สนใจของประชาชนทั่วประเทศสำหรับในกรุงเทพฯ นั้น แต่เดิมได้จัดงานให้มีขึ้นในบริเวณวังสราญรมย์ ต่อมาปรากฏว่าประชาชนสนใจได้มาเที่ยวชมงานนี้อย่างมากจนวังสราญรมย์นั้นคับแคบไปจึงได้ย้ายไปจัดงานที่สวนอัมพร ณ แห่งนี้กองการลีลาศได้ขยายงานขึ้นเพราะได้สถานที่ดีกว้างขวางกว่าเก่า จึงสามารถตกแต่งเวทีให้สวยงามยิ่งขึ้นได้เต็มที่ งานฉลองรัฐธรรมนูญนี้คงเป็นที่สนใจของประชาชนอยู่และเพิ่มมากยิ่งขึ้น การจัดงาน ก็ได้วิวัฒนาการขยายให้กว้างขวางยิ่งขึ้น ซึ่งต่อๆมาอีกหลายปี ทางราชการเห็นว่างานฉลอง รัฐธรรมนูญที่จัดขึ้นที่สวนอัมพรนั้นคับแคบไม่เพียงพอเสียแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งภายหลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ ปรากฏว่าประชาชนในกรุงเทพฯ ได้เพิ่มปริมาณมากขึ้น และโดยที่ ประชาชนต้องคร่ำเครียดกับการสงครามมานานเมื่อได้มีงานใหญ่อย่างเช่นงานฉลองรัฐธรรมนูญ ก็จึงพากันสนใจมาเที่ยวเตร่มากขึ้นทางราชการจึงได้ขยับขยายที่จัดงานฉลองรัฐธรรมนูญไปที่สวนลุมพินี ซึ่งเป็นสถานที่กว้างขวางกว่าสวนอัมพร และเป็นทำเลสะดวกแก่การไปมา
        การลีลาศของประเทศไทยได้เป็นที่นิยมแพร่หลายมากยิ่งขึ้น เมื่อสงครามโลกครั้งที่ ๒ สงบลง กรุงเทพฯ ได้มีการเปิดบาร์ คาบาเรต์ขึ้นมากมายเพื่อต้อนรับทหารสัมพันธมิตรที่มาปลดอาวุธทหารญี่ปุ่นในประเทศไทย เมื่อมีบาร์คาบาเรต์ เพิ่มมากขึ้นการลีลาศก็เป็นที่แพร่หลายมากขึ้น แต่การลีลาศตามสถานที่ดังกล่าวนี้หาได้เป็นไปตามแบบฉบับวัฒนธรรมดีงามไม่
        ต่อมาสถานที่เรียกกันว่าบาร์-ไนต์คลับ-คาบาเรต์ ได้ซบเซาลงแต่ประชาชนยังนิยมการลีลาศอยู่ ได้มีโรงเรียนเปิดการสอนลีลาศขึ้นหลายแห่งและได้รับการต้อนรับจากประชาชนพอใช้ ทางราชการเห็นว่า การจัดงานลีลาศในงานฉลองรัฐธรรมนูญนั้นได้เป็นที่สนใจของประชาชน และเป็นส่วนที่ช่วยเผยแพร่การลีลาศที่มีมาตรฐาน ประกอบกับการลีลาศเป็นส่วนสำคัญในการจัดงานฉลองรัฐธรรมนูญด้วย สมควรจะได้จัดสร้างสถานที่ลีลาศให้ถาวรและใหญ่โตสวยงาม จึงได้เริ่มจัดสร้างขึ้นที่สวนลุมพินีโดยมอบให้เทศบาลนครกรุงเทพฯ เป็นเจ้าของดูแลรักษา ซึ่งครั้งหนึ่งเทศบาลนครกรุงเทพฯ ได้เคยสนับสนุนการลีลาศ โดยได้จัดให้มีการลีลาศในตอนเย็น ทุกวันเสาร์อาทิตย์ และก็ปรากฏว่าเป็นที่นิยมของประชาชนอยู่ไม่น้อย
        การลีลาศในประเทศไทยได้วิวัฒนาการเป็นลำดับมาด้วยดีนั้น นับว่าการลีลาศในการจัดงานฉลองรัฐธรรมนูญเป็นส่วนสำคัญที่ได้ริเริ่มให้มีการเผยแพร่และได้สนับสนุนการบันเทิงในด้านนี้ตลอดมา หลวงสุขุมฯ น่าจะได้รับการสรรเสริญอยู่ไม่น้อย เพราะปรากฏว่าความเป็นมาของชีวิตท่านนั้น ท่านได้สนใจการดนตรีมาแต่เมื่ออายุยังน้อย นอกจากนี้เมื่อได้มีโอกาสไปศึกษาวิชาในต่างประเทศก็ได้ใช้เวลาว่างฝึกดนตรีสากลจนสามารถเล่นได้ดีหลายอย่าง ครั้นเมื่อได้กลับมาประเทศไทยแล้วก็ได้มีโอกาสเผยแพร่วิธีการเล่นดนตรีสากล โดยเฉพาะการเล่นดนตรีลีลาศ กล่าวคือ ได้รวบรวมนักดนตรีที่มีฝีมือดีไปเล่นที่โฮเต็ลพญาไทซึ่งเป็นสถานลีลาศหย่อนใจที่มีชื่อเสียงที่สุดในสมัยหนึ่ง
        สิ่งที่เป็นประโยชน์ในการจัดงานลีลาศที่คุณหลวงสุขุมฯ ได้อำนวยการมาอีกอย่างหนึ่งที่สมควรจะได้กล่าวไว้ ณ ที่นี้ ก็คือ การจัดหาเก้าอี้นั่งสำหรับผู้ที่เข้ามาชม หรือเข้ามาลีลาศให้พอเพียงกับจำนวนและสถานที่ตั้ง ซึ่งแต่เดิมมานั้นต้องวิ่งเต้นขอยืมเก้าอี้จากที่ต่างๆ หลายๆ แห่งรวมกัน เป็นภาระยุ่งยากลำบากมาก ด้วยเหตุนี้ หลวงสุขุมฯ จึงได้ริเริ่มจัดซื้อเก้าอี้ โดยใช้เงินจากรายได้ในการจัดงานลีลาศนั้นเอง ชั้นแรกก็ซื้อครั้งละเล็กละน้อยค่อยสะสมเพิ่มมากขึ้นให้เป็นสมบัติของสถานลีลาศไม่ต้องไปหยิบยืมจากที่แห่งอื่นอีกต่อไป นับว่าได้ตัดภาระความยุ่งยากเรื่องความสะดวกสบายสำหรับผู้มาเที่ยวมาลีลาศเสร็จสิ้นไป
        หลวงสุขุมฯ เป็นที่มีบุคลิกภาพดีหลายประการดังที่กล่าวข้างต้นนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือ เป็นผู้ที่ทำอะไรด้วยความตั้งใจดี ด้วยความคิดความริเริ่มที่เด่น คุณสมบัติอันนี้หาได้ยากมากในการจัดงานลีลาศ ในฐานะผู้อำนวยการฝ่ายจัดงานลีลาศงานฉลองรัฐธรรมนูญนี้ก็ได้ใช้ความสามารถ และอดทนต้องเหน็จเหนื่อยตั้งแต่ก่อนวันงานจนกระทั่งงานเสร็จสิ้นไป เพราะสถานลีลาศในงานฉลองรัฐธรรมนูญนั้น โดยปกติจะมีผู้มาเที่ยวมาลีลาศก็ต่อเมื่อเวลาล่วงเลย ๒๑.๐๐ นาฬิกาไปแล้ว หลวงสุขุมฯ จึงต้องมาคอยตรวจตราดูความเรียบร้อยตั้งแต่เวลา ๒๐.๐๐ นาฬิกาเป็นต้นไปจนกระทั่งเลิก ก็ประมาณ ๐๒-๐๓ นาฬิกาของวันใหม่ ต้องอดตาหลับขับตานอนเช่นนี้ตลอดวันงาน ๗ วัน หรือมากกว่านั้น ถ้างานมีต่อ ด้วยเหตุนี้ หลวงสุขุมฯจึงมักจะได้รับเลือกให้เป็นประธานจัดงานฝ่ายกองลีลาศทุกปีมา เว้นแต่ไปราชการต่างประเทศในบางปีเท่านั้น นับว่าผลงานของท่านเป็นที่เชื่อถือ และได้รับความชมเชยไว้ใจจากท่านผู้ใหญ่เป็นอย่างดี …

การประกวดดนตรี
        นายนัติ นิยมวานิช นายห้างไนติงเกล-โอลิมปิค ได้เขียนเล่าเกี่ยวกับการจัดประกวดดนตรีไว้ว่า
เมื่อเดือนกรกฎาคม พ.ศ.๒๕๐๑ บริษัทในติงเกล - โอลิมปิค จำกัด ร่วมกับสถานีโทรทัศน์กองทัพบก ได้จัดให้มีการประกวดดนตรีชิงรางวัลกลองทริกซันชั้นนำ ๑ ชุด ทรัมเป๊ต ๑ คัน แอคคอร์เดี่ยนเอ็กเซลเซอร์ กลองบองโก และเงินสด ๔ , ๐๐๐ บาท ๓ , ๐๐๐ บาท ๒ , ๐๐๐ บาท ด้วยวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการดนตรีในประเทศเรา เปิดโอกาสให้วงดนตรีที่ไม่มีโอกาสแสดงตัว ได้มีโอกาสแสดงความสามารถให้ประชาชนชม ผ่านทางโทรทัศน์กองทัพบก โดยจัดผู้เล่นดนตรีและนักร้องที่จะเข้าประกวดได้ไม่เกินวงละ ๑๐ คน ผู้เข้าประกวดจะต้องนำเครื่องมือเครื่องใช้ของตนมาเล่นเอง ผู้ที่มีสิทธิเข้าประกวดไม่จำกัดว่าจะเป็นอาชีพหรือสมัครเล่น ( เพราะเป็นการยากที่จะแยกให้ได้รับความยุติธรรมแท้จริง) แต่ผู้เล่นดนตรีที่มีชื่อเสียงเด่นอยู่แล้วย่อมเปิดทางให้โอกาสรุ่นน้องๆ การเล่นใช้เวลาประมาณเครื่องชั่วโมง ในรายการออกภาพและเสียงทางอากาศ วันศุกร์ในเดือนสิงหาคม ๒๕๐๑ ทางโทรทัศน์กองทัพบก เพลงที่เข้าประกวดเป็นเพลงบังคับ ๒ เพลง คือ เพลงไทยสากล ได้แก่เพลง ไทยควรคำนึง และเพลงสากล ไนติงเกล (ซัมบา) นอกจากนั้น ผู้เข้าประกวดจัดหามาอีก ๓ เพลง จะต้องเป็นเพลงไทยสากล ๒ เพลง และสากล ๑ เพลง ในการนี้มีผู้สมัครเข้าแข่งขันประกวดรวม ๒๑ คณะด้วยกัน และพันเอกการุณ เก่งระดมยิง ได้ตกลงเชิญหลวงสุขุมนัยประดิษฐเป็นประธานกรรมการ ร่วมกับ นายนารถ ถาวรบุตร นายเสงี่ยม เผ่าทองสุข แห่งวิทยุ ๑ ป.ณ. และ พ.อ. สนอง บุญญนิตย์ เป็นกรรมการ การแข่งขันประกวดดนตรีนี้ ได้แบ่งออกเป็นรอบแรก รอบสอง รอบสาม และรอบชนะเลิศ ใช้เวลาออกอากาศหลายร้อยชั่วโมง กินเวลาหลายร้อยวันด้วยกัน
        ในการประกวดทุกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นรอบแรก จนกระทั่งรอบชนะเลิศ หลวงสุขุมนัยประดิษฐ ได้มาเป็นประธานในการแข่งขัน ซึ่งเริ่มประมาณ ๒๑.๓๐ น. จนเกือบ ๒๒.๐๐ น. บางวันถึง ๒๔.๐๐ น. ก็มี ท่านขาดไปครั้งเดียวด้วยกิจธุระจำเป็นจริงๆ อันหลีกเลี่ยงไม่ได้ ในการมาเป็นประธานครั้งนี้ไม่มีค่ารถ ไม่มีเบี้ยเลี้ยง หรือรางวัลสมนาคุณใดๆ ทั้งๆที่ท่านมีงานประจำจนเหลือมือ แต่ก็ยังสละเวลาอันมีค่ามาร่วมมือช่วยเหลือการประกวด ซึ่งมีวัตถุประสงค์จะยกมาตรฐานการเล่นดนตรีในประเทศเรา
        มีคนเป็นจำนวนมาก มีความสงสัยว่า การตัดสินการประกวดนี้ จะทำกันให้ได้ผลดีได้อย่างใด แต่ความสงสัยนี้หมดไปทันที เมื่อท่านประธาน หลวงสุขุมนัยประดิษฐ ได้วางหลักเกณฑ์ในการตัดสินด้วยความรอบรู้ และรอบคอบให้ปรากฏดังนี้ คือ
        ดนตรี การเรียบเรียงเพลง Arrangement ความพร้อมเพรียงของนักดนตรี Team Work

ความสามารถของนักดนตรี และจังหวะ
นักร้อง ท่าทาง และบุคลิกลักษณะ เสียงขับร้อง จังหวะ ความชัดเจนของคำขับร้องและความรู้สึก
โฆษก ท่าทางและบุคลิกลักษณะ การให้ความบันเทิงแก่ผู้ชม ( Showmanship)
การตกแต่ง การตกแต่งสถานที่ การตกแต่งวงดนตรี การแต่งกายของนักดนตรี และมีคะแนนเบ็ดเตล็ด

รวมอยู่ด้วย

  ในการตัดสินรอบแรก รอบสอง และรอบสามได้เป็นไปด้วยดี แต่สำหรับรอบชนะเลิศนั้น ได้นำความลำบากใจมาสู่กรรมการเป็นอย่างมากเพราะคะแนนดนตรีที่เข้าประกวดในรอบชนะเลิศนี้มีฝีมือทัดเทียมกัน และเพลงที่นำเข้าประกวดนั้นมีความดีเด่น เรียกความสนใจของประชาชนผู้ชมและผู้ฟังไม่ยิ่งหย่อนกว่ากันเลย กรรมการผู้ตัดสินได้ขอบมอบให้เป็นหน้าที่ของท่านประธานหลวงสุขุมนัยประดิษฐ เป็นผู้ติดสินชี้ขาดในตำแหน่งชนะเลิศ ที่ ๑ และที่ ๒ ระหว่างวงดนตรีมิตรสังคมและเจือ รังแรงจิตร ซึ่งมีเพลงลาวดวงเดือน และ Two O'clock Jump ประชันกัน ในที่สุดท่านประธานได้เลือกวงดนตรีมิตรสังคมเป็นที่ ๑ เจือ รังแรงจิตร เป็นที่ ๒ และ Top Pop เป็นที่ ๓ และการตัดสินนี้ก็ถูกต้องกับเสียงประชาชนที่ส่งบัตรออกเสียงมา ทำให้ผู้ที่จัดให้มีการประกวดการแข่งขันดนตรีทางโทรทัศน์โล่งอก สบายใจไปตามๆกัน หนังสือพิมพ์รายวันหลายฉบับได้ชมเชยการตัดสินครั้งนี้ว่า ยุติธรรม น่าสรรเสริญ ผู้เขียนเชื่อมั่นมาจนกระทั่งบัดนี้ และไม่มีวันเปลี่ยนแปลงว่า การประกวดดนตรีทางโทรทัศน์ ในปี ๒๕๐๑ ซึ่งเป็นปีเดียวและปีสุดท้ายที่ได้จัดขึ้น ถ้าไม่ได้รับความกรุณาจากหลวงสุขุมนัยประดิษฐ ผู้ทำงานด้วยใจรัก เสี่ยงต่อการถูกตำหนิมากกว่าชม และไม่หวังสิ่งตอบแทนใด ๆ แล้ว การประกวดดนตรีครั้งนั้น คงจะไม่ประสบผลเป็นที่พอใจของทุกฝ่าย และเรียบร้อยสมตามวัตถุประสงค์ เป็นอันขาด

 

ยอดศิลปินกับแก้วฟ้า (แก้ว อัจฉริยะกุล) ครูแก้วเขียนไว้ในหนังสือ สิ่งสันทัด ว่า
        ตีหนึ่งแล้ว ….. เมื่องานฉลองรัฐธรรมนูญ ปี ๒๔๙๖ คงจำกันได้ว่า มียอดศิลปินลือโลกชาวต่างประเทศผู้หนึ่งนำวงดนตรีข้ามน้ำข้ามทะเลมาแสดงให้เราชมในงานฉลองรัฐธรรมนูญปีนั้นด้วย ศิลปินผู้นั้นคือ "ซาเวียร์ คูกัต" ผมได้เข้าไปชมการแสดงดนตรีของ ซาเวียร์ คูกัต นี้สองครั้ง และทั้งสองครั้งผมได้พบบุรุษผู้หนึ่งสู้อุตส่าห์เสียสละเวลาและสละเงินซื้อบัตรเข้าไปดู บุรุษนี้มีสัมพันธภาพอยู่กับวงการศิลปินมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งตัวผมเอง ซึ่งผมได้รู้จักมาก่อนวันงานฉลอง Xavier Cugatรัฐธรรมนูญดังกล่าวนั้นสัก ๒๕ ปีเห็นจะได้
       

 

 

 

 

 

 

''Rumba King'' Xavier Cugat

 

ตีหนึ่งแล้ว …… ออกจากโรง ซาเวียร์ คูกัต ผมก็ได้ขึ้นไปบนฟลอร์ลีลาศ และได้พบกับ "บุรุษผู้นี้" อีก ท่านกวักมือเรียกผม และผมก็ได้เดินเข้าไปหาท่าน เราได้นั่งสนทนากันถึงเรื่องการแสดงของ ซาเวียร์ คูกัต ผมจึงได้ทราบว่าท่านบุรุษผู้นี้ซื้อบัตรเข้าไปดูการแสดงของ ซาเวียร์ คูกัต ทุกคืนตลอดงาน บางคืนถึงซื้อบัตรต่อดูสองรอบเลย ผมเคยถามท่านว่า ที่ท่านเสียสตางค์ซื้อตั๋วเข้าไปดู ซาเวียร์ คูกัต ทุกคืนนั้น ท่านติดใจที่ตรงไหน ? ท่านยิ้มแล้วตอบว่าท่านเองขึ้นเรือบินไปอเมริกาบ่อยครั้งจนนับไม่ถ้วน เหมือนผมไปบางแสนและไปครั้งหนึ่งๆ ก็อยู่นานๆ ท่านพยายามจองบัตรดูการแสดงของ ซาเวียร์ คูกัต เสียจนระอาก็ยังไม่มีบุญได้ดู เมื่อท่านไปถึงที่ของเขายังไม่ได้ดู ทั้งๆที่ยอมเสียสตางค์ตั้งแพง แต่จู่ๆ เขาก็มาแสดงให้เราชมเองโดยเสียสตางค์ก็ไม่แพงอย่างนี้ ท่านก็ต้องดูเสียให้ช่ำ และจะพยายามดูให้ขึ้นใจให้ได้
        ท่านบุรุษผู้นี้ชอบดนตรีนักหรือ ? คุณครับ ท่านผู้นี้พิสมัยดนตรียิ่งกว่าชอบ เกินกว่ารักเสียอีก ถ้าจะใช้คำว่า "หลง" เห็นจะถูกต้องที่สุด ท่านผู้นี้หลงดนตรีขนาดนั่งฟังได้ทั้งคืน ตั้งแต่หัวค่ำยันสว่าง โดยไม่ยอมลุกไปไหนเลย โดยเฉพาะอย่างยิ่งดนตรีลีลาศ ท่านว่า " มันสนุกและ ทำให้เบิกบานดี" และแล้ว …. พอ ซาเวียร์ คูกัต กลับไปอเมริกาแล้วไม่นานเท่าใด ในงานสมาคมนักเรียนเก่าอเมริกัน ประจำปี ๒๔๙๗ ท่านผู้นี้จี้เส้นคนดูทั้งหลายด้วยการตั้งวงดนตรีแสดงล้อ ซาเวียร์ คูกัต ว่า " ซาเวียร์ งูกัด" ตัวท่านเองเป็นหัวหน้าวง
       …. ที่จังหวัดสงขลา เมื่อ พ.ศ.๒๔๔๗ วันอาทิตย์ที่ ๑ พฤษภาคม เด็กชายผู้หนึ่งเกิดมาในตระกูลมีชื่อ บิดามารดาตั้งชื่อให้ว่า "ประดิษฐ" สิ่งที่เด็กชายประดิาฐ์ผู้นี้รักมากที่สุดในชีวิตมีอยู่สองอย่างคือ กีฬา และดนตรี เมื่อประมาณ ๖-๗ ขวบ ประดิษฐเรียนดนตรีไทย เล่นฆ้องวงใหญ่ เพราะบิดาผู้เป็นขุนนางสมัยนั้นมีมโหรีและพิณพาทย์อยู่กับบ้าน ประดิษฐชอบมานั่งฟังอยู่เสมอๆ พออายุได้ ๑๑-๑๒ ขวบ ก็อยากหัดเล่นบ้าง ครูก็สอนให้ตีฆ้องวงใหญ่ ได้ขึ้นครูด้วยเพลง "สาธุการ" ซึ่งครูบอกว่าเป็นเพลงยากที่สุดเพลงหนึ่ง และบางทีก็เข้าวงกับบิดา เป็นการเล่นกันตามประสาลูกๆ พ่อๆ เป็นประจำ
        ครั้นตกปีมะเส็งน้ำท่วมใหญ่ คือ ปี พ.ศ.๒๔๖๐ บิดาก็ส่งเด็กชายประดิษฐ ซึ่งขณะนั้นอายุ ๑๓ ขวบ ไปเรียนหนังสือยังสหรัฐอเมริกา เป็นนักเรียนประจำในโรงเรียนกันเนอรี ( Gunnery School) เด็กชายประดิษฐก็เกิดมาพิสมัยในดนตรีฝรั่งเข้าอีก คราวนี้พิสมัยอย่างจับใจทีเดียว เริ่มหัดเครื่องมือแมนโดลินกับแบนโจก่อน แล้วต่อมาก็เล่นเป็นอย่างที่ฝรั่งเรียกว่า " Jack of all trade" คือเป็นทุกอย่าง จนเพื่อนๆเด็กฝรั่งตั้งฉายาให้ว่า "ประดิษฐ Jack of all trade " ที่โรงเรียนกันเนอรี่นี้ เด็กชายประดิษฐมีความเด่นอยู่สองอย่าง คือ การกีฬากับการดนตรี จนถึงกับฝรั่งทั้งโรงเรียนตั้งให้เป็นหัวหน้าทีมกีฬาซึ่งหายากนัก
        จากนิสัยนี้ติดตัวไปจนเข้าศึกษาในมหาวิทยาลัยบอสตัน ตอนนี้เป็นมิสเตอร์ประดิษฐแล้ว ที่มหาวิทยาลัย ทางดนตรีก็เล่นแบนโจ ( แทนกีตาร์ซึ่งไม่ใช้ในสมัยนั้น) ทางกีฬาก็เล่น บาสเก็ตบอล และอเมริกันฟุตบอล ซึ่งเป็นกีฬาที่หนักมาก ต้องใช้ไหวพริบและกำลังใจรวมทั้งกำลังกาย ประดิษฐเป็นนักเรียนไทยคนเดียวที่ได้รับเกียรติอย่างไม่มีเรียนต่างชาติคนใดในโลก ได้รับ ซึ่งถ้าไม่สามารถจริงๆฝรั่งคงไม่ยอมถึงเพียงนั้น เพราะปรากฏว่าทุกครั้งที่ประดิษฐลงสู่สนาม ชัยชนะต้องเป็นของทีมมหาวิทยาลัยบอสตัน จนเป็นที่ยกย่องว่าเป็นดาราตัวเด่นของมหาวิทยาลัย บรรดานักศึกษาไม่ว่ามหาวิทยาลัยใด ยามพูดก็ต้องพูดถึงประดิษฐ เรียกกันในสมัยนี้ก็ว่ามีแฟนแยะนั่นเอง
        ครั้นนายประดิษฐกลับถึงเมืองไทยนั้น ยังหนุ่มฉกรรจ์ปราดเปรียวและพิสมัยในการดนตรียิ่งขึ้น ถ้านายประดิษฐเป็นนายประดิษฐที่ไม่มีวิญญาณศิลปินสิงอยู่ ผมอาจจะพูดได้ว่า ดนตรีลีลาศในเมืองไทยคงไม่เจริญถึงเพียงนี้และคุณทั้งหลายก็คงไม่รู้จักวงดนตรี " สุนทราภรณ์" หรือวงดนตรีการโฆษณาการ หรือวงดนตรีกรมประชาสัมพันธ์เลย
        วงดนตรีลีลาศสมัยเมื่อนายประดิษฐกลับมาเมืองไทยใหม่ๆ นั้น ไม่ค่อยจะมี ถึงมีก็ล้าสมัยเต็มที จึงคิดดัดแปลงให้เทียมวงลีลาศของอเมริกา

-เมื่อต้นปี พ.ศ.๒๔๖๙ โดยไปเที่ยวฟังตามวงดนตรีลีลาศในที่ต่างๆ พยายามอธิบายถึงการเล่นที่ล้าสมัยแล้ว และลงมือเล่นวิธีที่ทันสมัยให้ดูเป็นแบบฉบับต่อมาประดิษฐนักเรียนนอกก็ปลีกเวลาจากราชการมารับจ้างบรรเลงดนตรีลีลาศ Sport Club ร่วมกับ เรือโท มานิต เสนะวีณิน (ผู้แต่เพลงเลือดทหารไทยและตะวันยอแสง) ผู้ถึงแก่กรรมไปกว่า ๓๐ ปีแล้ว โดยค่าจ้างดูเหมือนอยู่ในราว ๕ บาทในสมัยนั้น ต่อมาความพิศมัยในการดนตรีก็กำเริบหนักมือขึ้น ถึงกับตั้งวงดนตรีเอง ชื่อ Rainbow Club โดยเลือกนักดนตรีมาจากที่ต่างๆ ได้ นารถ ถาวรบุตร ดีดเปียโน เจียม ลิมปิชาติ ( หรือที่เรารู้จักกันในนาม พล ต.อ. หลวง ชาติตระการโกศล อดีตอธิบดีกรมตำรวจ) เป่าแซ็กโซโฟน สาลี่ กล่อมอาภา (ปัจจุบันคือ สภา กล่อมอาภา มือกลองของสุนทราภรณ์ในสมัยหนึ่งและเลิกราไปแล้ว) ตีกลอง จำปา เล้มสำราญ ( ขณะนั้นอายุเพียง ๑๗ เท่านั้น และถึงแก่กรรมไปแล้วราว ๑๐ กว่าปี) เป่าทรัมเป็ต วุฒิ สุทธิเสถียร สีซอ วงเรนโบว์คลับตระเวนหากินไปตามโฮเต็ลและสโมสรต่างๆ เช่น โฮเต็ลพญาไท สปอร์ตคลับ นับเป็นวงดนตรีลีลาศวงแรกสำหรับแบบนี้ในประเทศไทย และเป็นการปฏิวัติดนตรีลีลาศจนรุ่งเรืองมาทุกวันนี้ …. ต่อมาก็ตั้งวงไทยฟิล์มขึ้น หรือที่เราเรียกและรู้จักกันมาจนทุกวันนี้ว่า วงดนตรี "สุนทราภรณ์" นั่นเอง แม้ท่านจะมีราชการมาก ท่านก็เป็นผู้อุปการะวงดนตรีสุนทราภรณ์มาจนทุกวันนี้ และยังได้เป็นผู้ก่อตั้งวงดนตรี "กรรณเกษม" อีกด้วย ท่านเป็นบุคคลแรกที่ได้ริเริ่มให้คณะแสดงวิทยุ ไปหาเอื้อเฟื้อโฆษณาสินค้าจากห้างร้านต่างๆได้ โดยสถานีวิทยุไม่ต้องจ่ายเงินค่าแสดงให้แก่คณะ ทั้งไม่หักค่าโฆษณาเป็นรายได้ของสถานีด้วย เมื่อท่านมารักษาการในตำแหน่งอธิบดีกรมโฆษณาการอยู่พักหนึ่ง วิธีให้ห้างร้านเอื้อเฟื้อยังแพร่หลายและใช้กันมาจนทุกวันนี้ ที่เราเรียกกันว่า " สปอนเซ่อร์"
        เมื่อสงครามโลกครั้งที่ ๒ หัวหน้าเสรีไทยก็ส่งท่านไปทำงานใต้ดินต่อต้านญี่ปุ่นร่วมกับเสรีไทยที่สหรัฐอเมริกา และได้ผลดีมากเพราะเพื่อนๆ ฝรั่งของท่านที่เคยยกย่องท่าน ในสมัยที่ท่านอยู่มหาวิทยาลัยบอสตัน ได้เป็นใหญ่เป็นโตอยู่ในวงการเมือง และรัฐบาลอเมริกันในเวลานั้นได้ต้อนรับท่านและช่วยเหลือประเทศไทยเป็นอย่างดี และแม้ท่านจะทำงานเพื่อชาติ ท่านก็ไม่ทิ้งวิสัยของศิลปินเพลงให้ประจักษ์ โดยใช้เพลงส่งวิทยุคลื่นสั้นเป็นรหัสลับกับเสรีไทยในประเทศ
        คุณที่รัก ผมอยากจะพูดว่าท่านผู้นี้นอกจากจะมีสมรรถภาพดังกล่าวแล้ว ยังเป็นศิลปินแต่งเพลงด้วย แต่เป็นศิลปินที่แต่งเพลงน้อยที่สุดในสมัยนี้ เพียง ๗ เพลงเท่านั้น แต่ทว่าแต่ละเพลงฮิทและโด่งดังไปเกือบทั่วโลก ท่านผู้นี้ได้รับเกียรติให้ส่งกระจายเสียงที่สถานี N.B.C . ที่กรุงวอชิงตัน เมื่อท่านไปอเมริกาคราวหนึ่งเมื่อเร็วๆ นี้ ด้วยความไพเราะของเพลง ถึงกับท่านเองได้รับโทรศัพท์ชมเชยอย่างจริงใจ เพลงที่ท่านแต่งก็มี เช่น เพลง " สิ้นรักสิ้นสุข" "คนึงครวญ" "รักไม่ลืม" "ไม่อยากจากเธอ" "เกาะสวาท" " เมื่อไหร่จะให้พบ" และ "ชายไร้เชิง" เป็นต้น ซึ่งท่านผู้นี้ได้ส่งมาให้ผมแต่งเนื้อร้องและครั้งหนึ่งฝรั่งเคยขอซื้อลิขสิทธิ์ไปพิมพ์ขาย ซึ่งท่านก็ได้ส่งมาให้ผมแปลเนื้อร้องเป็นภาษาอังกฤษอีกด้วย แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่ได้เขียน
ผมเล่าให้คุณทั้งหลายฟังมาถึงเพียงนี้แล้ว คุณพอจะนึกออกไหมว่าท่านผู้นี้คือใคร ?… ท่านผู้นี้มีชื่อและสกุลว่า "ประดิษฐ สุขุม"
        ฝรั่งอเมริกันรู้จักท่านในนามของ "ประดิษฐ Jack of all trade" แต่เราทั้งหลาย และข้าราชการพลเรือน ตั้งแต่ภารโรงจนถึงอธิบดีทุกกรม และรัฐมนตรีทุกกระทรวง รู้จักท่านในนามของ "หลวงสุขุมนัยประดิษฐ" เลขาธิการ ก.พ. บรรดานักกีฬาและผู้สนใจในวงการกีฬา รู้จักท่านในนามของประธานกรรมการ และกรรมการกีฬาต่างๆ ของประเทศไทย
        เมื่อในวงการดนตรีของเราดำริที่จะก่อตั้งสมาคมเพื่อความเป็นปึกแผ่นของศิลปินในด้านเพลงนั้น ท่านผู้นี้ก็ได้เป็นผู้ริเริ่ม และเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงที่แข็งขัน ทั้งๆ ที่ในระยะนี้ (เมื่อปี พ.ศ.๒๕๐๙) ท่านเริ่มป่วยหนักและเข้าๆ ออกๆ โรงพยาบาลไม่รู้กี่ครั้ง … จากชมรมดนตรีแห่งประเทศ ซึ่งเมื่อแรกก็มี เอื้อ สุนทรสนาน , สง่า อารัมภีร์ , มนตรี ตราโมท , ท่านผู้นี้ก็ได้รับเลือกให้เป็นประธานชมรมฯ จนกระทั่งชมรมได้รับอนุญาตให้ตั้งเป็นสมาคมได้แล้ว และท่านก็ได้เป็น นายกสมาคมดนตรีแห่งประเทศไทย ได้ชื่นชมกับผลงานชิ้นสุดท้ายที่ท่านปลุกปล้ำจนสำเร็จเพียง ๑๓ วันเท่านั้นเอง ….

ปาริชาติ สุขุม ผู้เรียบเรียง จาก
    ๑. หนังสืองานครบรอบ ๖๐ ปี ของหลวงสุขุมนัยประดิษฐ ๒๕๐๗ เขียนโดย   เอื้อ สุนทรสนาน
    ๒. หนังสือสิ่งสันทัด

 

ผลงานของวงไหมไทยและอาจารย์ดนู ฮันตระกูล

ปก

ผลงาน

รายชื่อเพลง

นักร้อง/นักดนตรี

เรามาร้องเพลงกัน - เรวัติ พุทธินันท์ และ วงคีตกวี
(Cecilia/WAVE)

1. ไม่เป็นไร
2. เรามาร้องเพลงกัน
3. ทุกๆคน(เป็นคนดี)
4. เธอ
5. ดนตรี คีตา (เวหาจักรวาล)
6. ทำอยู่ทำไป
7. ฮูเลเล
8. วีณาแกว่งไกว
9. ขลุ่ยผิว (กอไผ่บรรเลง)
10. ดอกไม้ไปไหน
11. ดนตรี คีตา (ภาคลาโรง)

เรวัติ พุทธินันท์ : ร้อง
วงคีตกวี : ทำนอง , คำร้อง , เรียบเรียง
ดนู ฮันตระกูล : อำนวยเพลง
ห้องบันทึกเสียงบัตเตอร์ฟลาย
กฤษณ์ โชคทิพย์พัฒนา : ผู้บันทึกเสียง

ชีพจรลงเท้า/เขมรไทรโยค - ไหมไทย 1
( พ.ศ. 2530 - Cecilia/Peacock)

1. ต้นวรเชษฐ์ (เพลงไทยเดิม) *
2. ขับไม้บัณเฑาะว์ (เพลงไทยเดิม) **
3. พม่ารำขวาน (เพลงไทยเดิม) ***
4. แขกมอญบางขุนพรหม (เพลงไทยเดิม) *
5. ร่มฉัตร (ดนู ฮันตระกูล - ประพันธ์) ****
6. ชีพจรลงเท้า (ดนู ฮันตระกูล - ประพันธ์) ****
7. ลาวดำเนินทราย ( เพลงไทยเดิม) **
8. เขมรไทรโยค (เพลงไทยเดิม) *
9. ทาบทอง (ดนู ฮันตระกูล - ประพันธ์) ****

เรียบเรียง :
ดนู ฮันตระกูล *
ประทักษ์ ประทีปเสน **
ประสาน สุทัศน์ ณ อยุธยา ***
เพลงใหม่ โดย ดนู ฮันตระกูล ****
อำนวยการสร้าง : ดนู ฮันตระกูล
ปกและภาพ : จำนงค์ ศรีนวล
ธุรกิจ : ดนัย ฮันตระกูล
บันทึกการบรรเลงสด : ห้องบันทึกเสียง " สยามพัฒนา"
ผู้บันทึก : แกรี่ เอ็ดเวิร์ดส์

ทุ่งแสงทอง - ไหมไทย 2
( พ.ศ. 2530 - Cecilia/Peacock)

1. ทุ่งแสงทอง (ดนู ฮันตระกูล - ประพันธ์)
2. ลาวกระแตเล็ก (ประสาน สุทัศน์ ณ อยุธยา - เรียบเรียง)
3. ทะยอยญวน ( ประสาน สุทัศน์ ณ อยุธยา - เรียบเรียง)
4. ลาวเสี่ยงเทียน (หลวงประดิษฐ์ไพเราะ - ประพันธ์ / ประทักษ์ ประทีปเสน - เรียบเรียง)
5. ศรีนวล (สุรสีห์ อิทธิกุล - เรียบเรียง)
6. อัศวลีลา (มนตรี ตราโมท - ประพันธ์ / ประทักษ์ ประทีปเสน - เรียบเรียง)
7. แขกเชิญเจ้า (ดนู ฮันตระกูล - เรียบเรียง)
8. มอญลงเรือ (ดนู ฮันตระกูล - เรียบเรียง)
9. ระบำศรีวิชัย (มนตรี ตราโมท - ประพันธ์ / ดนู ฮันตระกูล - เรียบเรียง)

อำนวยเพลง : ประทักษ์ ประทีปเสน
อำนวยการสร้าง : ดนู ฮันตระกูล
ภาพปก : จำนงค์ ศรีนวล
แบบปก : สถิตย์ เลิศในเกรียรติ
ควบคุมการบันทึก : แกรี่ เอ็ดเวิร์ดส์
บันทึกการบรรเลงสด : สยามพัฒนา

 

ใต้แสงเทียน - ไหมไทย 3
( พ.ศ. 2531 - Cecilia/Peacock)

1. สวนอัมพร (จิรพรรณ อังศวานนท์ - ประพันธ์ / ดนู ฮันตระกูล - เรียบเรียง)
2. สนามหลวง (สุรสีห์ อิทธิกุล - เรียบเรียง- ประพันธ์)
3. ภูหนาว (ดนู ฮันตระกูล - ประพันธ์)
4. เมื่อวานนี้ (สง่า อารัมภีร์ - ประพันธ ์ / ดนู ฮันตระกูล , ศักดิ์ชาย เล็กวงษ์เดิม - เรียบเรียง)
5. ลมหวล (ม.ล. ประพันธ์ สนิทวงศ์ - นิพนธ์ / ดนู ฮันตระกูล , ศักดิ์ชาย เล็กวงษ์เดิม - เรียบเรียง)
6. วิหคเหิรลม (สมาน กาญจนผลิน - ประพันธ์ / ดนู ฮันตระกูล , ศักดิ์ชาย เล็กวงษ์เดิม - เรียบเรียง)
7. อิเหนา (ร. 2 - พระราชนิพนธ์ / ดนู ฮันตระกูล , ศักดิ์ชาย เล็กวงษ์เดิม - เรียบเรียง)
8. ขวัญเรียม (พรานบูรพ์ - ประพันธ์ / ดนู ฮันตระกูล , ศักดิ์ชาย เล็กวงษ์เดิม - เรียบเรียง)
9. ลาวดวงเดือน (กรมหมื่นพิชัยหินทโรดม - ทรงนิพนธ์ / ดนู ฮันตระกูล , อิทธินันท์ อินทรานันท์ - เรียบเรียง)

อำนวยการสร้าง : ดนู ฮันตระกูล
อำนวยเพลง : ประทักษ์ ประทีปเสน
ควบคุมการบันทึก : แกรี่ เอ็ดเวิร์ดส์
ภาพปก : ยิ่งศักดิ์ โควสุรัตน์
แบบปก : วรรณา โสภณปฏิมา
ธุรกิจและบรรณาธิการ : ดนัย ฮันตระกูล
บันทึกการบรรเลงสด : สยามพัฒนา

 

 

ลำนำแห่งขุนเขา - จรัล / ไหมไทย
( พ.ศ. 2531 - Cecilia/Peacock)

1. เรามาร้องเพลงกัน
( เขตต์อรัญ เลิศพิพัฒน์ - คำร้อง / ดนู ฮันตระกูล - ทำนองและเรียบเรียง)
2. ลำนำแห่งขุนเขา
( จรัล มโนเพ็ขร - คำร้อง / ดนู ฮันตระกูล - ทำนองและเรียบเรียง)
3. ซื้อฝัน
( จรัล มโนเพ็ขร - คำร้อง / ดนู ฮันตระกูล - ทำนองและเรียบเรียง)
4. ปั่นฝ้าย
( ดนู ฮันตระกูล - เรียบเรียงจากทำนองพื้นเมืองดั้งเดิม)
5. ขลุ่ยผิว
( เขตต์อรัญ เลิศพิพัฒน์ - คำร้อง / จิรพรรณ อังศวานนท์ - ทำนอง / ศักดิ์ชาย เล็กวงษ์เดิม - เรียบเรียง / พงษ์ศักดิ์ ภูววีรานนท์ - กีต้าร์คลาสสิค)
6. อุ๊ยคำ
( จรัล มโนเพ็ขร - ทำนองและคำร้อง / ศักดิ์ชาย เล็กวงษ์เดิม - เรียบเรียง)
7. ล่องแม่ปิง
( จรัล มโนเพ็ขร - ทำนองและคำร้อง / ศักดิ์ชาย เล็กวงษ์เดิม - เรียบเรียง)
8. ไม้กลางกรุง
( ประภาส ชลศลานนท์ - ทำนองและคำร้อง / ศักดิ์ชาย เล็กวงษ์เดิม - เรียบเรียง)
9. ป่าลั่น
( ชาลี อินทรวิจิตร - คำร้อง / สมาน กาญจนผลิน - ทำนอง / ศักดิ์ชาย เล็กวงษ์เดิม - เรียบเรียง)
10. รางวัลแด่คนช่างฝัน
( จรัล มโนเพ็ขร - ทำนองและคำร้อง / ศักดิ์ชาย เล็กวงษ์เดิม - เรียบเรียง)

อำนวยการผลิต/อำนวยเพลง : ดนู ฮันตระกูล
ควบคุมการบันทึกเสียง : แกรี่ เอ็ดเวิร์ดส์
ธุรกิจ : มานิต อัชวงศ์
บรรณาธิการ : ดนัย ฮันตระกูล
ปก : นิวัติ กองเพียร
ภาพ : ยิ่งศักดิ์ โควสุรัตน์
ห้องบันทึกเสียง : สยามพัฒนา
ภาพปก : วินัย ปราบริปู
หัวหน้าวง : สุทิน ศรีณรงค์

Dnu Huntrakul / A Stream Toward Stars (1989)

1. A Stream Toward Stars ( 2:58 )
2. Cotton Wheel Spinning ( 3:16 )
3. Chao Phaya Basin ( 3:35 )
4. Lao Charoensri ( 4:49 )
5. Kwan Riem ( 4:10 )
6. Sanam Luang ( 5:19 )
7. Cold Mount ( 5:53 )
8. Lao Duang Duen ( 3:42 )
9. Amporn Palace Hall ( 4:08 )
10. Lumpini Park ( 4:03 )
11. The Golden Touch ( 3:29 )

-

 

 

หยดฝนกับใบบัว (เพลงนิทาน เพลงกวี) - ไหมไทย
(Songsmith/MGA)

คุณหญิงจำนงศรี รัตนิน
1. หยดฝนกับใบบัว (On The White Empty Page)
( แปลเป็นไทยโดย เทพศิริ สุขโสภา)
อ่านโดย คุณหญิงจำนงศรี รัตนิน และ เทพศิริ สุขโสภา
2. มายา ( Mirage)
อ่านโดย ดนู ฮันตระกูล อรชุมา ยุทธวงศ์ และ นรินทร ณ บ้างช้าง
3. ชั่วโมงหม่น ( Twilight Hour)
อ่านโดย ดนู ฮันตระกูล อรชุมา ยุทธวงศ์ และ นรินทร ณ บ้างช้าง

เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ จากหนังสือ " เพลงขลุ่ยผิว"
4. มาซิอุปสรรค
ขับร้องกลุ่ม
5. อย่าทำน้ำไหว
อ่านโดย เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์
6. ภูหนาว
อ่านโดย เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์
7. แดดส่อง
อ่านโดย เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์

อำนวยการผลิต/ประพันธ์ดนตรี/อำนวยเพลง :
ดนู ฮันตระกูล
หัวหน้าวงไหมไทย : ณรงค์ ขันทอง
ผู้ควบคุมการบันทึกเสียง : แกรี่ เอ็ดเวิร์ดส์
บรรณาธิการบริหาร : ดนัย ฮันตระกูล
ศิลปกรรม : นิวัติ กองเพียร

 

เงาไม้ - ไหมไทย 4
( พ.ศ. 2532 -
Songsmith/Peacock)

1. เงาไม้ (ท่านผู้หญิงพวงร้อย สนิทวงศ์)
2. ชั่วฟ้าดินสลาย (แมนรัตน์ ศรีกรานนท์)
3. นกขมิ้น ( ไทยเดิม)
4. หาเดือน (ดนัย ฮันตระกูล)
5. รักไม่รู้ดับ (สุรพล โทณะวณิก)
6. ลาวเจริญศรี (เพลงไทยเดิม)
7. สวนลุมฯ (จิรพรรณ อังศวานนท์ )
8. คะนึงครวญ (หลวงสุขุมนัยประดิษฐ์)
9. ลุ่มเจ้าพระยา (นารถ ถาวรบุตร )
10. สายธารสู่ดวงดาว (ดนู ฮันตระกูล )

อำนวยการสร้าง-อำนวยเพลง : ดนู ฮันตระกูล
หัวหน้าวงไหมไทย : ณรงค์ ขันทอง
ควบคุมการบันทึก : แกรี่ เอ็ดเวิร์ดส์
ถ่ายภาพ-ศิลปกรรม : ปายสตูดิโอ
การตลาด : มานิต อัชวงศ์
บรรณาธิการบริหาร : ดนัย ฮันตระกูล
บันทึกการแสดงสด : สยามพัฒนา

 

รวมชุด - ไหมไทย
(Solar House)

1. ต้นวรเชษฐ์ ( Ton Vorachert)
2. แขกมอญบางขุนพรหม ( kaek mon bang khun prom)
3. ลาวกระแตเล็ก ( Lao ka Tae lek)
4. ทะยอยญวน ( Ta yor yorn)
5. เมื่อวานนี้ ( Muen van ne)
6. ลมหวน (Lom huan)
7. ลาวดวงเดือน ( Lao doung deran)
8. เงาไม้ ( ngao mai)
9. ชั่วฟ้าดินสลาย ( chur far din salai)
10. นกขมิ้น ( nok kamin)
11. รักไม่รู้ดับ ( ruk mai ru chob)
12. คะนึงครวญ ( Ka nung ruk)

อำนวยการผลิต-อำนวยเพลง : ดนู ฮันตระกูล
* ยกเว้น "ลาวกระแตเล็ก" และ "ทะยอยญวน" โดย
อำนวยการผลิต : ดนู ฮันตระกูล
อำนวยเพลง : ประทักษ์ ประทีปเสน
ธุรกิจและบรรณาธิการ : ดนัย ฮันตระกูล ควบคุมการบันทึกเสียง : แกรี่ เอ็ดเวิร์ดส์
ห้องบันทึกเสียง : สยามพัฒนา

 

รังสรรค์วันสวย - ไหมไทย 5
( พ.ศ. 2534 - Sky Tracks/Onpa)

1. เหมันต์รัญจวน (ขับร้องโดย สุภัทรา อินทรภักดี)
2. ชายน้ำ (ขับร้องโดย สุภัทรา อินทรภักดี)
3. หากฉันรู้สักนิด ( ขับร้องโดย สุภัทรา อินทรภักดี)
4. คนจะรักกัน (ขับร้องโดย สุภัทรา อินทรภักดี)
5. บัวขาว (ขับร้องโดย สุภัทรา อินทรภักดี)
6. สายชล (ขับร้องโดย สุภัทรา อินทรภักดี)
7. สุดที่รัก ( ขับร้องโดย ไหมไทย คอรัส )
8. พี่มาทีหลัง ( ขับร้องโดย ไหมไทย คอรัส )
9. ดอกราตรี (ขับร้องโดย สุภัทรา อินทรภักดี)
10. กลิ่นดอกโศก ( บรรเลง)

ผู้อำนวยเพลง : ดนู ฮันตระกูล
โค-โปรดิวเซอร์ : ศักดิ์ชาย เล็กวงษ์เดิม / ชูวิทย์ ยุระยง
ห้องบันทึกเสียง : ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย / หอประชุมเมืองไทยประกันชีวิต / บัตเตอร์ฟลาย / ศศิลิยะ ผู้ควบคุมการบันทึกเสียง : กรเณศร์ วะสีนนท์
ควบคุมการผลิต : สมบัติ ขจรไชยกุล
อำนวยการผลิต : สมชาย เหมรัตน์หิรัญ

 

 

ผลิใบ - ไหมไทย 6
( พ.ศ. 2535 - Sky Tracks/Onpa)

1. ความหวังของคนที่เหลืออยู่
2. จันทร์เจ้าขา
3. เดือนดวงเดียว
4. สุดเสียดฟ้าตะวัน
5. REMEMBRANCE
6. เจ้าใบไม้
7. ชีวิตกับความหวัง
8. ฟ้าใสใส
9. HANA
10. เดือนเพ็ญ

ควบคุมการผลิต : ดนู ฮันตระกูล
ดนตรี : ไหมไทย
อำนวยเพลง : ดนู ฮันตระกูล
ผู้จัดการวง : ชูวิทย์ ยุระยง
หัวหน้าวง : ณรงค์ ขันทอง
ควบคุมการบันทึกเสียง : กรเณศร์ วะสีนนท์ / เผดิมศักดิ์ ทองเพ็ญ
บันทึกเสียงการบรรนเลงสด : ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย / ห้องบันทึกเสียงศศิลิยะ
ออกแบบปก : ออมนิวิชั่น
อำนวยการผลิต : สมชาย เหมรัตน์หิรัญ

 

ปักษ์ใต้บานเรา - ไหมไทย - (จุลดิศ กรุ๊ป)

1. ปักษ์ใต้บ้านเรา ( 3.48)
คำร้อง : อารีย์ ปาธาน
ทำนอง : อารีย์ ปาธาน
เรียบเรียง : ศักดิ์ชาย เล็กวงษ์เดิม
ร้อง : คอรัส

2. กลับปัตตานี ( 2.32)
คำร้อง : อนุชา ปาธาน
ทำนอง : อนุชา ปาธาน
เรียบเรียง : ดนู ฮันตระกูล
ร้อง : อนุชา ปาธาน

3. รักสตูลเมืองสะตอ ( 3.12)
คำร้อง : นคร ถนอมทรัพย์
ทำนอง : นคร ถนอมทรัพย์
เรียบเรียง : ดนู ฮันตระกูล
ร้อง : ทวีพร เต็งประทีป

4. หัวใจหล่นที่เมืองลุง ( 3.07)
คำร้อง : นคร ถนอมทรัพย์
ทำนอง : นคร ถนอมทรัพย์
เรียบเรียง : ดนู ฮันตระกูล
ร้อง : ไกรวิทย์ พุ่มสุโข

5. สงขลา ( 3.46)
คำร้อง : อิงอร
ทำนอง : สมาน กาญจนผลิน
เรียบเรียง : ดนู ฮันตระกูล
ร้อง : ทวีพร เต็งประทีป

6. SAMILA (4.38)
คำร้อง : ประสิทธิ์ ชำนาญไพร
ทำนอง : ประสิทธิ์ ชำนาญไพร
เรียบเรียง : ศักดิ์ชาย เล็กวงษ์เดิม
ร้อง : คอรัส

7. ตันหยงเมืองใต้ ( 4.05)
คำร้อง : นคร ถนอมทรัพย์
ทำนอง : นคร ถนอมทรัพย์
เรียบเรียง : ดนู ฮันตระกูล
ร้อง : คอรัส

8. รำรองแง็ง ( 3.42)
คำร้อง : ศักดิ์สิทธิ์ เชื้อกลาง
ทำนอง : ระพินทร์ พุฒิชาติ
เรียบเรียง : เจษฎา สุขทรามร
ร้อง : ทวีพร เต็งประทีป / สุภัทรา อินทรภักดี

9. บินหลา ( 3.55)
คำร้อง : อารีย์ ปาธาน
ทำนอง : อารีย์ ปาธาน
เรียบเรียง : ดนู ฮันตระกูล
ร้อง : คอรัส

10. บุหงาปัตตานี ( 3.27)
คำร้อง : ศักดิ์ เกิดศิริ
ทำนอง : ศักดิ์ เกิดศิริ
เรียบเรียง : ดนู ฮันตระกูล
ร้อง : อนุชา ปาธาน

11. แหลมสน ( 2.45)
คำร้อง : นคร มังคลายน
ทำนอง : นคร มังคลายน
เรียบเรียง : ศักดิ์ชาย เล็กวงษ์เดิม
ร้อง : ทวีพร เต็งประทีป

12. คลื่นซัดทราย ( 3.52)
คำร้อง : วัลลภ ชื่นใจชน
ทำนอง : วัลลภ ชื่นใจชน
เรียบเรียง : ดนู ฮันตระกูล
ร้อง : สุภัทรา อินทรภักดี

อำนวยการผลิต : ณัฏฐวัฒน์ จรูญศรี
ควบคุมการผลิต : ดนู ฮันตระกูล
ดนตรี : ไหมไทย
อำนวยเพลง : ดนู ฮันตระกูล
ผู้จัดการวง : ชูวิทย์ ยุระยง
หัวหน้าวง : ณรงค์ ขันทอง
ควบคุมการบันทึกเสียง : กรเณศร์ วะสีนนท์ / เผดิมศักดิ์ ทองเพ็ญ
บันทึกเสียงการบรรนเลงสด : ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย / ห้องบันทึกเสียงศศิลิยะ  

ทีเล่น ทีจริง - ดนู ฮันตระกูล
( พ.ศ. 2537 - Grammy)

1. คนกันเอง (ขับร้องโดย คอรัส/มิตรสัมพันธ์)
2. วสันต์สวาทคดี (ขับร้องโดย ทวีพร เต็งประทีป/มิตรสัมพันธ์)
3. บีกินบอกรัก (ขับร้องโดย ทวีพร เต็งประทีป/ไหมไทย)
4. ดอกราตรี (ขับร้องโดย สุภัทรา อินทรภักดี/ไหมไทย)
5. โอ้แม่มารตี ( ขับร้องโดย อนุชา ปาทาน/ไหมไทย)
6. เพลงไตเติ้ล (ขับร้องโดย มิตรสัมพันธ์)
7. ไอ้หนุ่มผมยาว (ขับร้องโดย สรุชัย สมบัติเจริญ/มิตรสัมพันธ์)
8. คู่ลีลาคู่ขวัญ (ขับร้องโดย คอรัส/มิตรสัมพันธ์)
9. หาเดือน (ขับร้องโดย คอรัส/ ไหมไทย)
10. Remembrance ( เปียโน สินนภา สารสาส /ไหมไทย)

ผู้อำนวยการผลิต : ดนู ฮันตระกูล
อำนวยการผลิต : แกรมมี่เอ็นเตอร์เทนเม้นท์
ห้องบันทึกเสียง : สยามพัฒนา / บัตเตอร์ฟลาย ผู้ควบคุมการบันทึกเสียง : กรเณศร์ วะสีนนท์

เทียบเสียง - ดนู ฮันตระกูล
( พ.ศ. 2539 - Grammy)

1. รักฤดูร้อน (ขับร้องโดย คอรัส)
2. อัปสรา (ขับร้องโดย ฉัตรศรินทร์ อินทรโยธา)
3. วันหนึ่งวันนั้น ( ขับร้องโดย คอรัส)
4. ดนตรีคีตา (ขับร้องโดยสุรสีห์ อิทธิกุล )
5. ฉันจะฝันถึงเธอ (ขับร้องโดย ศรัณย่า ส่งเสริมสวัสดิ์)
6. จดหมายจากเพียงจันทร์ (ขับร้องโดย ฉัตรศรินทร์ อินทรโยธา)
7. เมื่อไม่มีเธอ ( ขับร้องโดย คอรัส)
8. แสนสุขสม (เพลงบรรเลง)
9. รักอันเป็นนิรันดร์ ( ขับร้องโดย ทวีพร เต็งประทีป)
10. บ้านรักเรือนเรา ( เพลงบรรเลง)

ผู้อำนวยการผลิต : ดนู ฮันตระกูล
ผู้ควบคุมการบันทึกเสียง : กรเณศร์ วะสีนนท์
บันทึกเสียง : หอประชุมเล็ก ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย / ห้องบันทึกเสียงบัตเตอร์ฟลาย

นิทานเพลง ช้างกับเรือ - ดนู ฮันตระกูล ไหมไทย
(Songsmith)

1. เมล็ดกล้าในดินกร้าว
เรื่อง : คุณหญิงจำนงศรี รัตนิน
บท : เทพศิริ สุขโสภา
คำร้อง : เทพศิริ สุขโสภา , ไพลิน รุ้งรัตน์
ดนตรี : ดนู ฮันตระกูล
เล่า : คำรณ คุณะดิลก
ร้อง : สุภัทรา อินทรภัคดี

2. ม้าขาวของซือโฮ
นิทานพื้นบ้านของมองโกเลีย
บท : สุริยฉัตร ชัยมงคล
คนตรี : โชโกะ ชิดะ
เล่า : ภาสุรี ภาวิลัย

3. ช้างกับเรือ
นิทานพื้นบ้านของสุโขทัย
บท : เทพศิริ สุขโสภา
คำร้อง : เทพศิริ สุขโสภา , ดนู ฮันตระกูล
ดนตรี : ดนู ฮันตระกูล
เล่า : เทพศิริ สุขโสภา
ร้อง : ดนู ฮันตระกูล

4. เพลงจากละครเด็ก
" เมฆน้อย - หยดฝน - ไอน้ำ"
บท : ยิ่งศักดิ์ โควสุรัตน์
คำร้อง : พิเศษ สังข์สุวรรณ
ดนตรี : ดนู ฮันตระกูล
ร้อง : สุภัทรา อินทรภัคดี

ดนู ฮันตระกูล เขียนดนตรี
ไหมไทยออร์เคสตรา บรรเลง
คุณหญิงจำนงศรี รัตนิน
และ เทพศิริ สุขโสภา เขียนบท
ดนู ฮันตระกูล อำนวยการผลิต
กรเณศว์ วะสีนนท์ บันทึกเสียง
มูลนิธิเด็ก จัดทำ

เพลงบางกอก - ดนู ฮันตระกูล
(Songsmith)

1. ชีพจรลงเท้า - ดนู ฮันตระกูล แต่ง
2. ทาบทอง - ดนู ฮันตระกูล แต่ง
3. ต้นวรเชษฐ์ (ฉบับทาบกิ่ง) - ดนู ฮันตระกูล เรียบเรียงและแต่งเพิ่มเติม
4. เพลงราตรี - เอื้อ สุนทรสนาน แต่งทำนอง สุรัสน์ พุกกะเวส แต่งคำร้อง
กิตติคุณ สดประเสริฐ และ ดนู ฮันตระกูล เรียบเรียง
5. หวลคำนึง - เอื้อ สุนทรสนาน แต่งทำนอง เอิบ ประไพเพลงผสม แต่งคำร้อง อภิสิทธิ์ วงศ์โชติ เรียบเรียง
6. สวนอัมพรฯ - จิรพรรณ อังศวานนท์ แต่ง นภ ประทีปะเสน เรียบเรียง
7. เดือนเอ๋ย - ประสิทธิ์ พยอมยงค์ แต่ง นภ ประทีปะเสน เรียบเรียง
8. หญิงไทยใจงาม - ยอดชายใจงาม - ดวงจันทร์ขวัญฟ้า - บูชานักรบ - ดนู ฮันตระกูล เรียบเรียง
9. ไหว้ครู - ดนู ฮันตระกูล แต่ง
10. สนามหลวง - สุรสีห์ อิทธิกุล แต่ง
11. วังหลวง - ดนู ฮันตระกูล แต่ง
12. แขกเชิญเจ้า - อภิสิทธิ์ วงศ์โชติ เรียบเรียง

นรอรรถ จันทร์กล่ำ ไวโอลิน
จุน โกมัตสึ เปียโน
สุภัทรา อินทรภักดี โกราษฎร์ ร้อง

เพลงตามคำขอ - ดนู ฮันตระกูล ไหมไทย (Songsmith)

1. สายธารสู่ดวงดาว (ดนู ฮันตระกูล)
2. ปั่นฝ้าย (เพลงพื้นบ้านล้านนา)
3. ลุ่มเจ้าพระยา (นาถ ถาวรบุตร)
4. ลาวเจริญศรี
5. ขวัญเรียม (พรานบูรพ์ )
6. สนามหลวง ( สุรสีห์ อิทธิกุล)
7. ภูหนาว (ดนู ฮันตระกูล)
8. ลาวดวงเดือน ( พระองค์เจ้าพิชัยมหินทรโรดม)
9. สวนอัมพรฯ (จิรพรรณ อังศวานนท์)
10. ทาบทอง ( ดนู ฮันตระกูล )

 

ลมเหนือน้ำหนาว - อ.ดนู ฮันตระกูล , ผู้ร่วมวงประสานมิตรคอรัส และวงดนตรีทัศนา
(Songsmith)

1. ลมเหนือ น้ำหนาว
ประสานมิตรและทัศนา ( เปียโน - นบ)
ดนู ฮันตระกูล แต่งคำร้อง ทำนอง และเรียบเรียง

2. ตันหยงเมืองใต้
ประสานมิตรและทัศนา ( เปียโน - นบ)
สันต์ ศิลปสิทธิ์ แต่งคำร้อง
นคร ถนอมทรัพย์ แต่งทำนอง
ดนู ฮันตระกูล เรียบเรียง

3. ระบำศรีวิชัย
ทัศนา (เปียโน - จุน)
ครูมนตรี ตราโมท แต่งทำนอง
ดนู ฮันตระกูล เรียบเรียง

4. รักคุณเข้าแล้ว
ประสานมิตร
สุนทรียา ณ เวียงกาญจน์ แต่งคำร้อง
สมาน กาญจนผลิน แต่งทำนอง
กิตติคุณ สดประเสริฐ เรียบเรียง

5. พี่มาทีหลัง
ประสานมิตรและทัศนา ( เปียโน - นบ)
พยงค์ มุกดา แต่งคำร้องและทำนอง
อภิสิทธิ์ วงศ์โชติ เรียบเรียง

6. ยักษ์เยื้อง
จิรพรรณ อังศวานนท์ แต่ง
นภ ประทีปะเสน เรียบเรียง

ประสานมิตรคอรัส
สุกานดา บุณยธรรมมิก ,    ม.ล. ขวัญทิพย์ สามเสน ,    พัชรี ช่วยจิตต - โซปราโน
สดับพิณ รัตนเรือง ,    สีส้ม เอี่ยมสรรพางค์ ,    สุธิดา พิชัยกุล - อัลโต
ธานี พูนสุวรรณ ,    วรพล กาญจน์วีระโยธิน ,    วิกร เทศน์สาลี - เทเนอร์
กิตติคุณ สดประเสริฐ ,    สำเภา ไตรอุดม ,    วิทยา เจริญเปี่ยม - เบส

วงดนตรีทัศนา
ทัศนา นาควัชระ - ไวโอลิน
นบ ประทีปะเสน , จุน โกมัตสึ - เปียโน
อภิเชษฐ์ พยนต์เลิศ - คลาริเนท
อภิชัย เลี่ยมทอง - เชลโล
เกษม ทิพยเมธากุล , สมนึก แสงอรุณ , อภิสิทธิ์ วงศ์โชติ - เครื่องเคาะ

ทีมงาน
ดนู ฮันตระกูล - ผู้อำนวยการผลิต
ประทีป เจตนากูล - ผู้ช่วยผู้อำนวยการผลิต
กรเณศร์ วะสีนนท์ - บันทึกเสียง
ดนู ฮันตระกูล - ภาพปก
ดุสิต ฮันตระกูล - ออกแบบปก

เมื่อดอกซากุระบาน - สุภัทรา อินทรภักดี
(Songsmith)

1. วสันต์สวาทคดี
2. รักคนบ้านเคียง
3. ในโบสถ์ใต้แสงจันทร์
4. บ้านรักเรือนเรา
5. ฉันจะฝันถึงเธอ
6. เมื่อดอกซากุระบาน
7. ซื้อฝัน
8. แสนสุขสม
9. เพลงราตรี
10. หวลคำนึง

นักดนตรี :
สัณท์ชีพ วิทยนคร – ฟลู้ต
เอกชัย มาสกุลรัตน์ - เชลโล
สุภัทรา อินทรภักดี - ขับร้อง/กีตาร์
นรอรรถ จันทร์กล่ำ - ไวโอลิน
จุน โกมัตสึ - เปียโน
ควบคุมการผลิต : ดนู ฮันตระกูล
เรียบเรียงดนตรี : ดนู ฮันตระกูล

Update 05/10/2005 แนะนำติชมหรือให้ข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ webmaster : y_u_t_1973@yahoo.com

 
 

© 2008-2009 Baannapleangthai. All Rights Reserved.
E-mail: chavapan_1@hotmail.com โทรศัพท์: ๐๘๑ ๔๐๐๒๙๓๕, ๐๒ ๓๑๑๗๖๐๐
Designed by Phuketall Design & Develop, Useful Links
Powered by: Phuketall, Phuket, Khaolak, Samui, Bangkok