บ้านน้าเพลงไทย, Baannapleangthai บ้านน้าเพลงไทย, Baannapleangthai บ้านน้าเพลงไทย, Baannapleangthai
 
 
บ้านน้าเพลงไทย, Baannapleangthai
หน้าบ้าน เกี่ยวกับเรา วิธีสั่งซื้อ ติดต่อเรา
 
 

ล้วน ควันธรรม


ล้วน ควันธรรม



ค่ำแล้วในฤดูหนาว แม่ไม้เพลงไทย (CD 133)

๑ ค่ำแล้วในฤดูหนาว
๒ ผีเสื้อกับดอกไม้
๓ แหวนประดับก้อย

เพลงนี้แต่งขึ้นเมื่อผู้แต่งคิดถึงแหวนที่คุณแม่ให้ไว้ตอนเด็กเด็กก่อนคุณแม่ถึงแก่กรรม จึงคิดแต่งเพลงเกี่ยวกับแหวนของแม่ แต่คุณ วรรณวิบูลย์(ได้ถึงแก่กรรมครั้งตามเสด็จประพาสยุโรป) ได้ทักท้วงว่าต้องแต่งให้เกี่ยวข้องกับเรื่องรักรักใคร่ใคร่จึงจะเป็นที่นิยม

เพลงนี้มิได้เกี่ยวกับคุณรุจี อุทัยกร ดังที่ทุกคนเข้าใจ

๔ เสียงกระซิบสั่ง
๕ คำปฏิญาณ
๖ บางปู(สะพานสุขตา)
๗ คำเก่าความหลัง
๘ หนึ่งในร้อย
๙ พ่อค้าเพลง
๑๐ คิดถึงเธอเสมอ
๑๑ ใจเป็นห่วง
๑๒ รักพเนจร
๑๓ ร้อยพิศวาส ขับร้องโดย สะอาด นิลอร่าม
๑๔ ร้อยพิศวาส
๑๕ หมอดู เพลงร้องคู่ระหว่าง สะอาด นิลอร่าม/อำนวย เดชชัยศรี
๑๖ บอกเธอด้วยเพลง ขับร้องโดย ตระกูล ชื่นประภา

เพลงนี้แต่งเมื่อ พ.ศ. ๒๔๘๐ ผมเองนึกว่าเพลงนี้ครูล้วนขับร้องเองเสียอีก เสียงคล้ายกันจริงจริงครับ



โดย: ลุงโอภาส [26 ม.ค. 49 5:04] ( IPA :203.113.16.241 :)

http://www.pantown.com/board.php?id=712&name=board11&topic=46&action=view

 

อยู่ริมทะเล แม่ไม้เพลงไทย (CD 134)

๑ อยู่ริมทะเล

๒ แสงเนตรเพียงอุรา

๓ ภาพดวงใจ

๔ ทุ่งข้าวบึงบัว ขับร้องคู่กับ สะอาด นิลอร่าม

๕ สาวเกาะสมุย ขับร้องคู่กับ สะอาด นิลอร่าม

๖ แว่วเสียงเพลง ขับร้องคู่กับ สะอาด นิลอร่าม

๗ ตามนาง ขับร้องคู่กับ วิเชียร ภู่โชติ

๘ เหมือนความฝัน

๙ ในเงามืด

๑๐ เปิ้นสาวเอ่ย

๑๑ กุหลาบมาเลย์

๑๒ ในเรือน้อย ขับร้องโดย วัลลภ วิชชุกร

๑๓ ราตรีรำพัน ขับร้องโดย วัลลภ วิชชุกร

๑๔ บุหงาที่ฉันชอบ ขับร้องโดย วิเชียร ภู่โชติ

๑๕ พรานเบ็ด ขับร้องโดย สะอาด นิลอร่าม

๑๖ ยิ่งคิดยิ่งช้ำ ขับร้องโดย สะอาด นิลอร่าม

 

ล้วน ควันธรรม

ครูล้วน ควันธรรม เกิดเมื่อวันที่ ๒๔ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๕๕ ที่ธนบุรี เป็นบุตรของนายลายและนางเฟื่อง ควันธรรม จบการศึกษาจาก โรงเรียนอัสสัมชัญ บางรัก และ โรงเรียนเซนต์คาเบรียล สมรสกับ คุณนันทา พันธุ์พฤกษ์ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๙ มีบุตรธิดา ๖ คน

ในวัยเด็กครูล้วนฝึกฝนการร้องเพลงและเล่นดนตรี จากการซื้อแผ่นเสียงของนักร้องมีชื่อเสียงมาฝึกฝนด้วยตนเอง ต่อมาได้ศึกษาการเรียนโน้ตสากลจาก "ครูสริ ยงยุทธ" และเริ่มแต่งเพลงตั้งแต่นั้น เพลงแรกที่แต่งคือเพลง " วิมานในฝัน " เมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๗

พ.ศ. ๒๔๘๒ หลวงสุขุมนัยประดิษฐ (ประดิฐ สุขุม) ได้ก่อตั้งวงดนตรีกรมโฆษณาการ และรับสมัครนักร้อง ท่านเข้ามาสมัครและได้เป็นนักร้องรุ่นแรกของวง ซึ่งประกอบด้วย รุจี อุทัยกร , มัณฑนา โมรากุล , และล้วน ควันธรรม จนกระทั่งหลัง สงครามโลกครั้งที่ ๒ ท่านจึงลาออกจากราชการ แล้วตั้งวงดนตรีแชมเบอร์มิวสิค (Chamber Music) ขนาดสี่คน เล่นที่ ศาลาเฉลิมกรุง และตระเวนเล่นตามวิกต่างๆ

ในช่วงหลังของชีวิต ครูล้วน ควันธรรม จัดตั้งโรงเรียนประสาทพร ขึ้นที่จังหวัดนนทบุรีและจัดทำรายการวิทยุกระจายเสียงและโทรทัศน์ เกี่ยวกับการร้องเพลงและการอนุรักษ์ภาษาไทย โดยใช้นามว่า "ลุงพร" ประจำที่สถานีวิทยุกรมประชาสัมพันธ์ ครูล้วนมีลูกศิษย์ลูกหาหลายท่าน ที่มีชื่อเสียงคือ ชาลี อินทรวิจิตร และ ชรินทร์ นันทนาคร

ครูล้วน ควันธรรม เสียชีวิตเมื่อวันที่ ๒๗ มกราคม พ.ศ. ๒๕๒๒ อายุได้ ๖๗ ปี

ผลงานเพลง

ครูล้วน ควันธรรม แต่งเพลงเพลงแรกคือ "วิมานในฝัน" เมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๗ จากนั้นมา ท่านได้แต่งเพลงทั้งคำร้องและทำนองไว้ประมาณ ๓๐๐ เพลง และแต่งคำร้องให้กับเพลงสากลประมาณ ๓๐-๔๐ เพลง ระหว่างที่ทำงานอยู่กรมโฆษณาการ ได้แต่งละครวิทยุประมาณ ๓๐ เรื่อง

ผลงานเพลงมีชื่อเสียง ได้แก่เพลง แหวนประดับก้อย , คำปฏิญาณ , เสียงกระซิบสั่ง , ค่ำแล้วในฤดูหนาว , ผีเสื้อกับดอกไม้ , เพลินเพลงเช้า , ระกำดวงจิต , พรานเบ็ด และ ใจเป็นห่วง ฯลฯ

นอกจากผลงานแต่งเพลงแล้ว เนื่องจากภรรยาของท่านเป็นคนใต้ ท่านจึงผู้ประยุกต์ เพลงเชิด หนังตะลุง ของทางใต้ให้เข้ากับจังหวะเพลงสากล เรียกว่าจังหวะ " ตะลุงเทมโป้ "

หนังสือในงาน ตอนเสิร์ต “ บอกเธอด้วยเพลง ” เมื่อ ๑๗ สิงหาคม ๒๕๔๕
จัดทำโดย อดีตข้าราชการกรมประชาสัมพันธ์ และทายาทครูล้วน ควันธรรม

หนังสือ อนุสรณ์ ในงานพระราชทานเพลิงศพ อาจารย์ ล้วน ควันธรรม ณ เมรุวักมกุฎกษัตริยาราม เมื่อ วันเสาร์ที่ ๑๕ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๒๒

(ลอกข้อมูลมาจากหนังสือสองเล่มนี้ด้วยครับ)

ล้วน ควันธรรม

ในยุคสมัยวงดนตรีกรมโฆษณาการ ที่มี "ครูเอื้อ สุนทรสนาน" เป็นหัวหน้าวงในช่วงแรกนั้น นักร้องหญิงที่รู้จักกันดี ก็คือ "มัณฑนา โมรากุล" และ " รุจี อุทัยกร" ส่วนนักร้องชาย ก็มี ครูเอื้อ สุนทรสนาน ซึ่งในตอนนั้นใช้ว่า " บุญเอื้อ สุนทรสนาน" ส่วนมากจะบรรเลงเพลงสากล และเพลงไทยสากลที่นำมาจากภาพยนตร์ไทยเรื่องต่างๆของ บริษัทไทยฟิล์ม เช่น เพลงในฝัน เพลงลมหวน เพลงบัวขาว ฯลฯ        
        ต่อมาเมื่อได้ "ครูเอิบ ประไพเพลงผสม" มาเป็นผู้แต่งคำร้องเพลงไทยสากล ครูเอื้อ สุนทรสนาน ก็ได้เป็น " ครูล้วน ควันธรรม" มาเป็นนักร้องเสริมทีมอีกคนหนึ่ง ก่อนที่ครูล้วน ควันธรรมจะลาออกไปตั้งวงดนตรีและแต่งเพลง ร้องเพลงเป็นของตนเองในภายหลัง   ในหนังสือรวมเพลงอมตะ ของ ชาตรี ศิลปสนอง เขียนเล่าไว้ว่า        
        "... ล้วนควันธรรม เป็นบุตรคนโตของ นายลาย และ นางเฟื่อง ควันธรรม เกิดที่ธนบุรี เมื่อวันที่ ๒๔ ธันวาคม ๒๔๕๕ มีพี่น้องร่วมมารดาเดียวกันและต่างมารดา รวมทั้งสิ้น ๗ คน        
        การศึกษา ประถมต้นที่โรงเรียนวัดสะพานสูง ประถมปลายที่โรงเรียนอัสสัมชัญ บางรัก ชั้นมัธยมที่โรงเรียนเซนต์คาเบรียล        
        ตั๊ด กนิษฐจินดา เพื่อนักเรียนร่วมรุ่นที่ เซนต์คาเบรียล เขียนเล่าไว้ว่า        
        "... พี่ล้วนกับผมเป็นศิษย์เซนต์คาเบรียลรุ่นใกล้ๆ กัน พี่ล้วนแก่กว่าผม ๓ ปี สมัยเป็นนักเรียนก็ไม่ใคร่สนิทสนมกันมากนัก ทั้งนี้เพราะพี่ล้วนเรียนแผนกภาษาฝรั่งเศส ส่วนผมเรียนแผนกภาษาอังกฤษ   พี่ล้วนมีหัวเป็นศิลปินมาตั้งแต่เป็นนักเรียนแล้ว พี่ล้วนจะมีดีออร์แกนแล้วร้องเพลงจันทร์เจ้าขา ของพรานบูรพ์คลอไปด้วย เสียงพี่ล้วนไพเราะจับใจมาก การร้องของพี่ล้วน จะไม่ยอมใช้ไมโครโฟน   พี่ล้วนเป็นทั้งนักเรียน นักเลงและนักรัก สมัยที่เป็นนักเรียนจัดอยู่ในประเภทเรียนดี พูดถึงด้านนักเลงแถวสารวัตรกรมฝิ่นหลวง ซึ่งเป็นกรมสรรพสามิตเดี๋ยวนี้ พี่ล้วนปราบเรียบ ทั้งนี้เพราะพี่ล้วนมีรูปร่างสูงใหญ่ น่าเกรงขามและเป็นคนเอาจริง        
        นอกจากนี้แล้ว ยังเป็นนักมวยขึ้นชกบนเวทีอีกด้วย        
        นักรักนั้นจะไม่ขอพูดถึง เพราะเพลงที่พี่ล้วนแต่งและร้องเอง เนื้อร้องบอกความละเมียดละไมอยู่แล้วในตัว..."
        ชีวิตครอบครัวได้ทำการสมรสกับ คุณนันทนา พันธุ์พฤกษ์ บุตรีขุนจำรูญภักดี และนางตุ๊กตา พันธุ์พฤกษ์ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๙ มีบุตรธิดารวมทั้งสิ้น ๖ คน"        
        ส่วนในหนังสืออนุสรณ์ ในงานพระราชทานเพลิงศพ อาจารย์ล้วน ควันธรรม เมื่อวันเสาร์ที่ ๑๕ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๒๒ นั้น ได้เล่ารายละเอียดของชีวิตบางตอนไว้ว่า
        "... ประวัติการทำงาน รับราชการ กรมฝิ่น (กรมสรรพสามิต) รับราชการกรมโฆษณาการ (กรมประชาสัมพันธ์) และ กองดุริยางค์ทหารอากาศ แล้วทำงานส่วนตัว สอนหนังสือและประพันธ์เพลง จัดรายการวิทยุ ทีวี ตลอดมาถึงแก่กรรม..."
        "... มีนิสัยเป็นคนไม่อยู่สุข ชอบคิดค้นคว้า        
        วัยรุ่นเป็นนักมวยด้วยความจำเป็น เพราะถูกรังแก มีพลอากาศเอกบุญชู จันทรุเบกษา เป็นเพื่อนคู่หู ผลัดกันเป็นพี่เลี้ยง สมัยชกมวย ถ้าชนะได้รางวัลมา ก็จะนำเงินซื้อของเลี้ยงเด็กๆ...
        รับราชการมาก็หลายที่ ร้องเพลงประกวดได้รางวัลหลายแห่ง เป็นคนปากร้ายใจดี โอบอ้อมอารี รักพวกพ้อง เรื่องชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์เป็นเรื่องใหญ่ ใครๆ ชอบล้อว่าขวาจัด..."
        ป.วัชรากรณ์ นักเขียนชื่อดัง ได้เขียนเล่าเรื่องต่างๆ ของครูล้วน ควันธรรม ไว้อย่างน่าสนใจว่า
        "... เขาสนใจดนตรีตั้งแต่เป็นเด็กนักเรียน เริ่มด้วยหีบเป่าเพลง ซึ่งบรรเลงได้ดีมาก สมัยที่คณะละคร “ จันทโรภาส ” ของ “ พรานบูรพ์ ” กำลังรุ่งโรจน์ ชอบติดตามไปหัดร้องเพลงอยู่ข้างๆ หลืบ   เมื่อภาพยนตร์พูดเสียงในฟิล์มเรื่องแรกเข้ามาฉายที่เมืองไทย ริโอริต้า มีคนนิยมร้องเพลงฝรั่งกันมาก ได้พยายามซื้อเครื่องเล่นจานเสียง (ไขลาน) และผ่านเสียงของนักร้องที่มีชื่อมาฝึกฝน เช่น คิด เพาเวล จอนโบลท์ และ ลอเรนซ์ ทิเบต
        ระยะต่อมา เขานิยมเทนเนอร์ของ เนลสัน เอดดี้ ฝึกจากเพลง Rose Mary จนกระทั้ง ล้วน ควันธรรมได้ฉายาว่า "เนลสัน เอดดี้ เมืองไทย"
        ได้เขียนคำร้องเขากับทำนองเพลงสากล จากเพลง I' ll string along with you และเพลงอื่นๆ อีกมาก
        เมื่อวงดนตรีหลวงอยู่ที่สวนมิสกวัน ได้ใกล้ชืดกับวงดนตรีวงนี้ เกิดความสนใจในการเขียนโน้ตเพลง เริ่มศึกษา จาก สริ ยงยุทธ เพราะบ้านใกล้กัน
        เพลงแรกที่แต่งชื่อ วิมานในฝัน เมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๗ ตั้งแต่นั้นเรื่อยมา เป็นเวลา ๓๒ ปี เขาแต่งเพลงทั้งทำนองและคำร้อง ประมาณ ๓๐๐ เพลง...
        สมัยนั้น อายุได้ ๒๖-๒๗ ปี ค่าชกได้ ๔๕ บาท นักมวยรุ่นคาดเชือก ขณะที่หากินด้วยหมัดมวย เขาร้องเพลงเป็นงานอดิเรก จนได้ฉายาว่า " นักมวย นักร้อง"
        เคยเป็นนักร้องงานวัด ด้วยเสียงเสน่ห์ ได้ถ้วยเกียรติยศจากงานวัดหลายใบ แต่ไม่ได้เงินค่าเสียง..."
        กรมโฆษณาการส่ง ครูล้วน ควันธรรม เข้าประกวดแข่งขันการขับร้อง โดย ครูล้วน ควันธรรม แต่งเพลงดินแดนแห่งดอกบัวงามและขับร้องด้วยตัวเอง เมื่อ ปี พ.ศ. ๒๔๘๖ ประเภทนักร้องชาย โดยถวัลย์ วรวิบูลย์ จาก กองดุริยางค์ทหารอากาศ ได้รางวัลที่ ๑ จากเพลง ศรีอยุธยา และ มัณฑนา มารากุล จากกรมโฆษณาการ ได้รางวัลที่ ๑ ประเภทนักร้องหญิง

ครูล้วน ควันธรรม เข้ารับราชการเป็นนักร้องของวงดนตรีกรมโฆษณาการ รุ่นเดียวกันกับ รุจี อุทัยกร และมัณฑนา โมรากุล
        “... ระหว่างที่ทำงานอยู่กรมโฆษณาการ ได้แต่งละครวิทยุ ๓๐-๔๐ เรื่อง เพลงที่เด่นยุคนั้นมีด้วยกันหลายเพลง เช่น แหวนประดับก้อย คำปฏิญาณ เสียงกระซิบสั่ง ค่ำแล้วในฤดูหนาว ผีเสื้อกับดอกไม้ เพลินเพลงเช้า ระกำดวงจิต ใจเป็นห่วง ฯลฯ... ”
        “... ในการแต่งเพลง แหวนประดับก้อย ทำให้คนฟังตื่นเต้นทั่วบ้านทั่วเมือง ดูประหนึ่งเพลงบทนี้มีมนต์ขลังและมีเบื้องหลัง เมื่อมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์กันมาก เขาจึงแต่งเป็นบทละครเวทีแสดงที่ พัฒนากรระหว่างสงครามแสดงถึง ๗๙ รอบ เป็นประวัติการณ์ของละคร ได้เงินส่วนแบ่งเกือบแสนบาท... ”

         เพลงแหวนประดับก้อย
         คำร้อง ทำนอง ล้วน ควันธรรม ขับร้อง ล้วน ควันธรรม
        ขับร้อง ล้วน ควันธรรม

เห็นกันอยู่เกือบทุกวันแล้วมีเหตุใดไหวหวั่น จากกันไม่เคยพบเลย
  รัก โอ๋รักของเรานี่เอ๋ย คิดถึงที่เรานั้นเคย ชูชื่นทุกคืนทุกวัน

แหวนที่เคยประดับติดนิ้ว ยังคอดรัดกิ่ว ดูนิ้วแล้วใจฉันสั่น
        คิดถึงเจ้าตัวของแหวนนั้น แหวนเอ๋ยเจ้าของแหวนหมั่น เขานั้นไปอยู่ที่ใด
        คอยฉันเฝ้าแต่คอย ใจลอยจนนึกหวั่นไหว
        แหวนเอ๋ยเมื่อไหร่ เจ้าของแหวนเจ้าเขาจะกลับมา
   แหวนที่เคยประดับนิ้วก้อย แม้ว่าราคานิดหน่อย แต่ค่าเลิศลอยนักหนา
        ฉันรักเท่ากับดวงชีวา คิดแล้วยิ่งดูเหมือนว่า พาให้เราคิดถึงเจ้าของ

หนาวน้ำค้างที่กระเซ็นซัด ลมเย็นในยามสงัด งามใดไม่ชวนฉันมอง
        นึกถึงอยู่ก็แต่เจ้าของ แสงดาวจะพราวสง่า ไม่พาให้ฉันในชื่น

สวยงามใดอะไรอื่นๆ นับร้อยและนับพันทั้งหมื่น ไม่ชื่นเท่าเจ้าของแหวน
โอ เมื่อไหร่จะมา เหมือนพาให้เสียดายแสน รักแหวนเจ้าของแหวน หาอื่นมาแทนไม่ชื่นอุรา
แหวนที่เคยประดับนิ้วก้อย แม้ว่าราคานิดหน่อย แต่ค่าเลิศลอยนักหนา
ฉันรักเท่ากับดวงชีวา คิดแล้วยิ่งดูเหมือนว่า พาให้คิดถึงเจ้าของ
       

เพลงนี้แต่เดิม มีข่าวเล่าลือกันว่า ครูล้วน ควันธรรม ตกหลุมรัก รุจี อุทัยกร นักร้องสาวประจำวงดนตรีกรมโฆษณาการ เลยแต่งเพลงนี้ขึ้นมา แล้วลาออกจากวงดนตรีกรมโฆษณาการไป เมื่อ พ.ศ. ๒๔๘๕
        แต่ในหนังสือ อนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ ครูล้วน ควันธรรม บอกไว้ว่า
        เพลงนี้แต่งขึ้นเมื่อผู้แต่งคิดถึงแหวนที่คุณแม่ให้ไว้ตอนเด็กๆ ก่อนคุณแม่ถึงแก่กรรม จึงคิดแต่งเพลงเกี่ยวกับแหวนของแม่ แต่คุณวรรณวิบูลย์ ( ได้ถึงแกกรรม ครั้งตามเสด็จประพาสยุโรป) ได้ทักท้วงว่า ต้องแต่งให้เกี่ยวข้องกับ เรื่องรักๆใคร่ๆ จึงจะเป็นที่นิยม เพลงนี้ไม่ได้เกี่ยวกับ คุณรุจี อุทัยกร ดังที่ทุกคนเข้าใจ

  เพลงที่ฮิตติดลมอยู่ในความนิยมของผู้ฟัง อันเป็นผลงานเพลงอมตะของ "ครูล้วน ควันธรรม" มีอยู่หลายเพลง แต่เพลงที่พอย่างเข้าฤดูหนาวก็มักจะได้ยินคนร้องเพลงนี้กันทั่วเมือง คือ เพลงค่ำแล้วในฤดูหนาว
       
         เพลงค่ำแล้วในฤดูหนาว
         คำร้อง และทำนอง ครูล้วน ควันธรรม
        ขับร้อง ล้วน ควันธรรม        
        พอย่างเข้าเขตหนาว ลมหนาวก็โชยพัดกระหน่ำ
        สายลมเอื่อยมาในเวลาค่ำ ฉ่ำชื่นกว่าทุกวัน
        น้ำค้างพร่างพรมลมเย็นรำเพย หนาวโอ้อกเอยหนาวจนสั่น
        เสียงเรไรร้องก้องสนั่น ทำให้ฉันเป็นสุขใจ
        สียงเพลงค่ำแล้ว ค่ำแล้ว ค่ำแล้ว ดังแว่วมาแต่ไกล
        ติดเตือนหัวใจ ให้คิดถึงยามค่ำค่ำ
        หนาวลมยิ่งทำให้ใจคะนึง คิดถึงแต่รักที่หวานฉ่ำ
        หารักอื่นใดไหนจะหวานล้ำ ฉ่ำเท่ารักเราไม่มี
        สวนลุมพินีถิ่นที่เคยไป เขาดินถิ่นใกล้ก่อนนี้เคยชื่น
        เดี๋ยวนี้ผ่านไปเห็นแล้วขมขื่น ไม่ชวนชื่นเหมือนก่อนนั้น
        นภาสะอาดดูงามสดใส ฉันรักจับใจสะอาดนะนั่น
        สายลมเยือกเย็นนั้นทำให้สั่น จิตใจฉันเลื่อนลอยไป
        เสียงเพลงค่ำแล้ว ค่ำแล้ว ดังแว่วมาแต่ไกล
        นี่ใครหนอใคร ช่างประดิษฐ์คิดเพลงค่ำค่ำ
        คิดถึงร่วมทางเคยเที่ยวด้วยกัน ทุกคืนก่อนนั้น หวานชื่นฉ่ำ
        ทุกที่ที่ไปฝังใจยังจำ ไม่ลืมคำที่เคยฝากกัน

         ในระยะต่อมา ครูล้วน ควันธรรมลาออกจาก กรมโฆษณาการ ของ ครูเอื้อ สุนทรสนาน ก่อนหน้าครูนารถ ถาวรบุตรไม่เท่าไร ซึ่งนับว่าเป็นเรื่องน่าเสียดายมากที่ครูเพลงชั้นนำของเมืองไทยมารวมกันอยู่ถึง 3 คน และนับเป็นเรื่องที่ครูเอื้อ สุนทรสนาน ในเรื่องการแต่งเพลงปลุกใจ และเมื่อมีปัญหาชกต่อยกับครูล้วน ควันธรรม แล้ว ครูเอื้อ สุนทรสนานไม่ช่วยเหลือ
        ส่วนครูล้วน ควันธรรมนั้น ลาออกจากวงดนตรีกรมโฆษณาการ ด้วยสาเหตุใดไม่เป็นที่ปรากฏชัดแล้วไปทำหนังสือพิมพ์ประชาธิปไตย ยุคไสว พรหมมิ และ สนิท ธนารักษ์ ก่อนที่จะเปลี่ยนมือให้ผู้อื่นไป
        ครูสง่า อารัมภีร์ ได้นำเอาเรื่องราวของ ครูเพลงทั้ง ๓ มาเขียนไว้ ใน ส.ค.ส. ๒๕๓๐ ขอเตือนว่า วันที่ ๒๑ ม.ค. ๓๐ คือวันสุนทราภรณ์...และขอยุติข่าวลือ... ของ ๓ ครูเพลงผู้ที่ล่วงลับ ไว้ว่า
         “... เมื่อวันที่ ๘ ธันวาคม ๒๔๘๔ ลือกันในวงการดนตรี เพลง ว่า ครูนารถ ถาวรบุตร ครูล้วน ควันธรรม ครูเอื้อ สุนทรสนาน โกรธกัน...ตัดญาติขาดมิตรกัน... จึงลาออกจากวงดนตรีกรมโฆษณาการ...การลือในสมัยโน้นพูดกันไปต่างๆ นานา จาก พ.ศ. ๒๔๘๔ มาจน พ.ศ. ๒๕๒๔ จนกระทั่งท่านครูทั้ง ๓ จากโลกนี้ไปเล่นดนตรียังสรวงสวรรค์แล้ว ก็ยังลือกันกระเส็นกระจายจากผู้ที่มีชีวิตอยู่...
        เมื่อสำนักงานโฆษณาการเชิงสะพานเสี้ยว ทางราชการปรับปรุงให้เป็นกรมโฆษณาการ โดยคุณวิลาศ โอสถานนท์เป็นอธิบดี ท่านดำริจะตั้งวงดนตรี จึงปรึกษาหลวงสุขุมนัยประดิษฐ์ ผู้นำลีลาเพลงแจ๊สจากอเมริกาเผยแพร่ในเมืองไทย
        ท่านก็เสนอวงดนตรีไทยฟิลม์ ซึ่งบริษัทกำลังยุติสร้างภาพยนตร์ คุณเอื้อ สุนทรสนานเป็นหัวหน้าวง ยกวงเข้าประจำกรมโฆษณาการ เมื่อเดือนพฤศจิกายน ๒๔๘๑ หรือ ๒๔๘๒
        ทันทีระยะนี้แหละ นึกดนตรี นกแต่งเพลงฝีมือดีๆ ประจำการอยู่ที่นี่ อาทิ ครูเวส สุนทรจามร ครูจำปา เล้มสำราญ ( ภายหลังลาออกไปตั้งวงดนตรีดุริยะโยธิน) ครูสริ ยงยุทธ ครูนารถ ถาวรบุตร ครูคีติ คีตากร ครูล้วน ควันธรรม ครูสาลี่กลอง ชื่อจริงว่า สภา กล่อมอาภา ฯลฯ
        อยู่กันไม่นาน...การเวลาและการเติบโตของสังคมไทยในยุคนั้น ครูนารถ ถาวรบุตร เป็นคนเล่นเปียนโนและแต่งเพลง ก็ลาออกจากกรมโฆษณาการ ไปตั้งวงดนตรีทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์วงโรงงานยาสูบต่อไป
     ส่วน ครูล้วน ควันธรรม ตำแหน่งหัวหน้านักร้อง ก็ลาออกไปประกอบอาชีพอิสระ ไปตั้งวงแชมเบอร์มิวสิกแสดงที่ศาลาเฉลิมกรุง ตั้งคณะละครแสดงเรื่อง “ แหวนประดับก้อย ” เก็บเงินได้หลายแสน ในระหว่างสงครามโลก ครั้งที่ ๒ สุดท้ายตั้งโรงเรียนประสาทพร ที่เมืองนนทบุรี กำลังจะตั้งวิทยาลัยดนตรีประสาทพร ก็มาจากโลกนี้ไป เช่นเดียวกับ ครูนารถและครูเอื้อ        
        ครูดนตรีและครูเพลงทั้ง ๓ ท่าน ต้องจากกันตามธรรมชาติกำหนดขึ้น คือ เมืองหนึ่งเมืองก็มีเจ้าเมืองได้คนเดียว ป่าหนึ่งป่า ก็มีหัวหน้าเสือครองได้เสือเดียว        
        พูดกันแบบชาวบ้านก็ต้องพูดว่า “ เสือ ...ต้องอยู่คนละป่า ”       
        สมัยเป็นลูกเสือยังเยาว์อยู่ ก็เป็นเพื่อนสนิทชิดเชื้อกันตามประสา พอเป็นแม่เสือก็ต้องดูแลแม่เสือและบริวารเสือแต่ละเสือ แต่ละเสือไม่โกรธกันหรอกจะบอกให้        
        เมื่องานพระราชทานเพลิงศพครูล้วน ควันธรรม ที่วัดมกุฏกษัตริยาราม ๑๕ ธันวาคม ๒๕๒๒ ครูเอื้อ สุนทรสนาน ก็ไปคารวะศพ        
        เมื่อครูนารถ ถาวรบุตร ถึงแก่กรรมในวันที่ ๒๖ มกราคม ๒๕๒๔ ครูเอื้อ เจ็บอยู่ที่โรงพยาบาลพญาไท รู้ข่าวตกใจและอาลัยมาก จึงเล่าเรื่องบนเตียงนอนให้หลานฟัง “ ชอุ่ม ปัญจพรรค์ ” จดไว้และเรียบเรียง เพื่อเอาไปลงในหนังสือ “ อนุสรณ์ อาลัย นารถ ถาวรบุตร ” ในหัวข้อว่า... “ พี่นารถ ชายชาติเสือสุดรักสุดอาลัยของผม ” ...
        เมื่อมี วันสุนทราภรณ์... ๒๑ ม.ค. ของทุกๆ ปีได้...ก็ควรจะมี วันนารถ ถาวรบุตร ๑๖ ต.ค. ของทุกๆ ปี...และมีวันล้วน ควันธรรม ๒๔ ธ.ค. ของทุกๆ ปี ...เพื่อเป็น ส.ค.ส. แก่ญาติสนิทมิตรสหายที่มีชีวิตอยู่บน “ ถนนดนตรี ” ทุกท่าน...ผมจะพยายามเป็นแกนกลาง...คอยเชื่อมโยง...ให้มีวันเหล่านี้ในปี 2530 อันเป็นปีมหามงคลยิ่งนี้ให้"

  ครูสง่า อารัมภีร์ หรือ “ ครูแจ๋ว ” เล่าไว้ในเรื่อง “ เฮียล้วนกับผม ” ตอนหนึ่งว่า        
        “... จาก พ.ศ. ๒๔๘๕ เป็นต้นมา เฮียล้วนกลายเป็นเพลงที่ฮิทแสนฮิทของ ศาลาเฉลิมกรุงและทั่วเมืองไทย เขาจะนำวงดนตรีไปบรรเลงเปียโน ขึ้นร้องนำเสมอ เราพบกันเสมอหลังโรง        
        “... เพราะเขาเป็นพระเอกบนเวที ผมเป็นคนเล่นเปียโนอยู่ใต้ถุนเวที เปรียบกันไม่ได้... ”       
        “... เมื่อปี ๒๔๙๒ คุณอรรถ อรรถไกรวัลวที แห่งคณะเทพศิลป์ จัดดนตรี ล้วน ควันธรรม ประชันกับ ฮอน หาญบุญตรง เฮียล้วน จะยอมประชัน ก็ต่อเมื่อ เอาสมาน กาญจนะผลิน มาเป่าทรัมเป็ต และเอาสง่า อารัมภีร์ มาเล่นเปียโน เขานึกถึงผมเสมอ... ”       
        " ชาลี อินทรวิจิตร" ศิลปินแห่งชาติ ลูกศิษย์คนโปรดคนสำคัญของ ครูล้วน ควันธรรม ที่มีผลงานเพลงไทยสากลที่แสนจะเพราะกินใจมากมายหลายร้อยเพลง ได้เขียนไว้ในคอนเสิร์ตวันดวลเพลง ชาลี อินทรวิจิตร –

สุรพล โทณะวณิก ๒๓ พฤษภาคม ๒๕๔๑ ว่า

“... เริ่มต้นในความเป็นนักร้องของผม มาจากงานประกวดร้องเพลงประจำจังหวัดสมุทรสาคร บ้านเกิดของผมเอง ผมได้รับรางวัลชนะเลิศ กรรมการที่ให้เกียรติผมคือ ล้วนควันธรรม        
        จบงานคืนนั้น ครูชวนผมไปพบที่แถวๆ โบสถ์พราหมณ์ ครูว่าครูจะตั้งวงดนตรี แชมเบอร์มิวสิค ครูมีลูกศิษย์อยู่หลายคนแล้ว เช่น พี่เจือ สตะเวทิน สุรสิทธิ์ สัตยวงศ์ วิเชียร ภู่โชติ บำรุง ส่องศิริ บุญช่วย หิรัญสุนทร และผมกำลังจะเป็นศิษย์อีกคนหนึ่งของครู        
        ผมเรียนหนังสืออยู่ที่ โรงเรียนวิศวกรรมรถไฟมักกะสันรุ่นแรก รุ่นเดียวกับ เล็ก โตปาน นักเขียน ร้องกับเรียนผมต้องทำคู่กันไป        
        แต่ในที่สุด ถนนสายสุนทรียดุริยศัพท์แห่งดนตรีการ ก็มีผมเป็นนักร้องเต็มตัว... ”       
        นอกจากนี้ เนื่องจากครูล้วน ควันธรรม มีภรรยาเป็นคนปักษ์ใต้ ได้ไปภาคใต้บ่อยๆ เห็นวิธีการเชิดหนังตะลุง จึงนำเอาจังหวะของหนังตะลุงมาประดิษฐ์ดัดแปลงให้เป็นจังหวะเต้นรำของไทย และเสนอให้นายกสมาคมชาวปักษ์ใต้เปิดประกวดการเต้นรำในจังหวะตะลุงขึ้น จนจังหวะนี้ได้รับความนิยมแร่หลายไปทั่วโลก        
        ในช่วงหลังของชีวิต ครูล้วน ควันธรรม จัดตั้งโรงเรียนประสาทพร ขึ้นที่จังหวัดนนทบุรีและจัดทำรายการวิทยุกระจายเสียงและโทรทัศน์ เกี่ยวกับการร้องเพลงและการอนุรักษ์ภาษาไทย โดยใช้นามว่า “ ลุงพร ” ซึ่งเป็นที่ยอมรับและรู้จักกันกว้างขวาง โด่งดังมากในสมัยนั้น        
        ดุษฎี วงศ์ศศิธร ผู้อำนวยการกองกลาง สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เขียนไว้ ในหนังสืออนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ อาจารย์ล้วน ควันธรรมไว้ตอนหนึ่งว่า        
        “... จากการที่ได้มีโอกาสร่วมงานกับท่านโดยใกล้ชิดที่จังหวัดนนทบุรีนี่เอง ทำให้ผมได้รู้ว่า อาจารย์ล้วน ควันธรรมนั้น นอกจากจะเป็นบุคคลผู้มีพรสวรรค์พิเศษในด้านดนตรีและเพลง ที่สมควรยกย่องในฐานะศิลปินอาวุโสของประชาชนแล้ว ท่านยังเป็นนักสังคมสงเคราะห์ วิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ เป็น “ ลุงพร ” ของเด็กๆ ในรายการวิทยุและโทรทัศน์... ”       
        พิชัย สันตภิรมย์ เขียนถึงงานด้านการสอนเด็กๆ ของ ครูล้วน ควันธรรมไว้ว่า        
        “... เรายังมีงานที่ค้างที่กำลังทำกันอยู่หลายเรื่อง ซึ่งล้วนแต่เป็นเพลงและดนตรีทั้งสิ้น แต่เป็นเพลงเพื่อความบันเทิงและการศึกษาสำรับเด็กโดยเฉพาะ        
       เพลงเด็กทำนองนี้ คุณล้วนได้แต่งไว้แล้วมากมาย ในสมัยที่ไปจัดรายการประจำอยู่ที่สถานีวิทยุกรมประชาสัมพันธ์อยู่เป็นเวลานาน ในนามของ “ ลุงพร ” จนมีแฟนทั้งเด็กและผู้ใหญ่ทั่วประเทศ... ”       
        ครูล้วน ควันธรรม ถึงแก่กรรม เมื่อวันที่ ๒๗ มกราคม ๒๕๒๒        
        เพื่อเป็นการยกย่องผลงานอมตะ ของ ครูล้วน ควันธรรม จึงขอนำเอาเพลงเอกอีกสองเพลงที่มีท่วงทำนองไพเราะและได้รับความนิยมมากเช่นเพลงอมตะอื่นๆ ซึ่งต่อมา หม่อมราชวงศ์ถนัดศรี สวัสดิวัตน์ ได้นำมาร้องบันทึกเสียงไว้อีกหน ทำให้เพลงทั้งสองนี้ กลับมาได้รับความนิยมอีกเช่นกัน คือ เพลงพรานเบ็ด และเพลงใจเป็นห่วง        
        เพลงพรานเบ็ด
         คำร้อง กำธร ศรวิจิตร ทำนอง ล้วน ควันธรรม

ขับร้อง ล้วน ควันธรรม / มรว.ถนัดศรี สวัสดิวัตน์
       
        ฉันนั่งตกปลาอยู่ริมตลิ่ง แปลกใจเสียจริงปลาไม่กินเหยื่อ        
        นั่งตกอยู่นานจนฉันนึกเบื่อ ปลาไม่กินเหยื่อน่าแปลกใจ        
        หากฉันจะใช้เงินเป็นเหยื่อ เที่ยวตกผู้หญิง คงได้มากจริงถมไป        
        ไม่ต้องใช้เหยื่ออื่นเกี่ยวหรือไร โปรยถุงเงินให้พอได้แลเห็น ประเดี๋ยวก็ตาม        
        ผู้หญิงบางคนแปลกกว่าปลา พอมองเห็นเงินทำตาลุกวาว        
        ผู้ชายแก่แล้วยังเห็นเป็นงาม ไม่ต้องหาบหามตามมาอยู่เอง        
        แปลกเหลือแปลกละดูเอาเถิด เกิดมาทำไมคนหนุ่มมากมายมิเกรง        
        ไปมัวหลงแก่เหี่ยวอยู่นั่นเองเพลงนี้จะบอก ไม่หลอกให้หลงโง่ตาย        


        เพื่อเป็นการเอาใจแฟนๆ ที่เป็นสุภาพสตรี เลยขอนำเอาเพลง พรานเบ็ด เนื้อของผู้หญิง ที่ล่าสุด

สุพรรณิกา ฉายาพรรณ แห่งวงดนตรีสุนทราภรณ์ นำมาบันทึกเสียงใหม่ มาลงให้ครบถ้วนกระบวนความในคราวเดียวกัน
       
        เพลงพรานเบ็ด ( เนื้อสำหรับ ผู้หญิง)        
        ฉันนั่งตกปลาอยู่ริมตลิ่ง แปลกใจเสียจริงปลาไม่กินเหยื่อ        
        นั่งตกอยู่นานจนฉันนึกเบื่อ ปลาไม่กินเหยื่อน่าแปลกใจ        
        หากฉันจะใช้ตัวเป็นเหยื่อ เกี่ยวตกผู้ชายคงได้มากมายถมไป        
        ไม่ต้องใช้เหยื่ออื่นเกี่ยวหรือไร ชายหางตาให้ชายใดได้เห็นเดี๋ยวเดียวก็ตาม        
        ผู้ชายนั้นตกง่ายกว่าปลา เพียงชายหางตาตาโตลุกวาม        
        หากตกไปขายกำไรคงงาม ต้องหาบต้องหามเพราะความมากมาย        
        เบื่อเหลือเบื่อแล้วฉันนึกอยู่ ยิ่งตรึกตรองดูเสียดาย        
        ปลาฝูงนี้ไม่เคยถึงที่ตาย เลวร้ายเสียจริงเจียมใจจิตยิ่งกว่าคน

วันก่อน ได้ฟังรายการเพลงไทยสากล สถานี เอฟเอ็ม ๑๐๔.๗๕ คลื่นเพื่อการอนุรักษ์ ของคุณอัจฉรา กรรณสูต ที่จัดรายการโดย “ พี่ต๋วย ” คุณจารุลินทร์ มุสิกะพงษ์ เจ้าเก่า เล่าให้ฟังว่า เพลงใฝ่สูง ที่ครูสริ ยงยุทธ ครูเพลงผู้ซึ่งล่วงลับไปไม่นานนี้แต่งทำนอง ครูล้วน ควันธรรมแต่งเนื้อและขับร้องเอาไว้นั้น        
         ครูเอื้อ สุนทรสนาน ได้นำเอาทำนองไปให้ครูชอุ่ม ปัญจพรรค์ ใส่เนื้อใหม่ แล้วขับร้องเอง ซึ่งมีความไพเราะมาก คือเพลงรักเอาบุญ เลยขอนำเอามาลงไว้ ณ ที่นี้ด้วย เพื่อเป็นการยกย่องเจ้าของผลงานเพลง       

เพลงใฝ่สูง
        คำร้อง ล้วน ควันธรรม ทำนอง สริ ยงยุทธ ขับร้อง ล้วน ควันธรรม
       
        ดูซิเดือนเพ็ญแลเห็นอยู่ไกล ยังเคลิ้มจิตไปเกิดอยากจะชม        
        การหวังคู่เคียงที่ไหนจะสม กลับจะช้ำอกตรมเพราะอยากชมจันทร์        
        มีแสงให้ชมไม่พอแก่ใจ ยังหมายจะไปเป็นคู่เคียงขวัญ        
        การหวังอยู่เรียงเคียงคู่กับจันทร์ เป็นได้แต่ฝันจันทร์สูงเกินไป ไม่ควรที่จะรำพึง        
        แต่เพียงเมฆลอยมาไม่ไกลแต่ก็ไปไม่ถึง จันทร์สูงเราจึงควรจำอย่ามุ่งหมายจันทร์        
        เราขอฝากเพลงนี้เพื่อเพื่อนชาย มุ่งหมายสิ่งใดควรหมายสิ่งนั้น        
        ถ้าแม้สุดสูงเกินที่จะฝัน ดังเช่นหมายจันทร์เป็นคู่เคียงชม ระทมเพราะจิตใฝ่สูง

       
        ในบรรดาลูกศิษย์ของ ครูล้วน ควันธรรม ที่มีชื่อเสียงโด่งดังมากมายในภายหลัง ได้แก่ สุรสิทธิ์ สัตยวงศ์พระเอกละครเวทีและภาพยนตร์ ที่มีแฟนมากมายคนหนึ่งของไทย ซึ่ง ครูล้วน ควันธรรม เขียนเอาไว้ใน "ศิษย์คนที่หนึ่ง" ว่า        
        "... วันนั้นเป็นวันอะไร ข้าพเจ้าจำไม่ได้ ข้าพเจ้าไปหาของว่างรองท้อง ที่ร้านอาหารตรงข้ามกับประตูหน้าวันแพร่งศาสตร์ ข้าพเจ้าได้พบเด็กรุ่นหนุ่มผู้หนึ่ง ตรงเข้ามายกมือไหว้และแนะนำตัวเองว่า ชื่อนั้นชื่อนี้ ทำงานอยู่ที่นั่นที่นี่        
        เขาเล่าต่อไปว่า เขาสนใจในการร้องเพลงของข้าพเจ้าและบทเพลงที่ข้าพเจ้าหัดแต่งไว้นั้น ทำประโยชน์ให้แก่เขาเป็นอันมาก จึงอยากขอสมัครเป็นศิษย์อยู่ด้วย...        
        ข้าพเจ้าก็ยินดีที่จะตอบสนองเขาด้วยความเต็มใจ เขาเล่าเรื่องให้ฟ้งว่า        
        " ผมไปงานร้องเพลงแห่งหนึ่ง แต่ถูกนักร้องคนหนึ่ง "บี้ท" (หักหน้า) เมื่อเห็นท่าจะสู้ไม่ได้ ผมเลยร้องเพลง " แหวนประดับก้อย" ซึ่งคนฟังทั่วๆ ไปยกย่องผมใหญ่ ว่าร้องดีกว่าไอ้เพื่อนคนนั้น ดังนั้นผมจึงขอบคุณพี่

เหลือเกิน"        
        และด้วยนิสัยชอบอุปการะเพื่อนฝูงทำให้ข้าพเจ้ารับรองเขาให้เป็นผู้ฝึกหัดด้วย
        ในวันต่อมา นายนักร้องผู้นั้น ซึ่งเป็นชายโสด ก็หอบเสื้อผ้ามาอาศัยอยู่ในชายคาของข้าพเจ้า โดยเหมาเสร็จทั้งอาหารและที่พักหลับนอน (ฟรี) ได้พบความสุขสบายอย่างยอดเยี่ยม คือกินแล้วไม่ต้องล้างชาม...
        ตอนเช้าตั้งแต่ย่ำรุ่ง ข้าพเจ้าต้องเป็นคนรับใช้คอยปลุกให้เขาลุกขึ้นมาฝึกเทรนเสียง เพื่อจะได้เป็นประโยชน์พาตัวให้ก้าวหน้าในเวลาต่อมา เขาขี้เกียจอย่างที่สุด ตื่นสาย แต่การมาอาศัยกินนอนอยู่ในบ้าน ซึ่งได้ทั้งความรู้ ที่หลับนอน และอาหาร ทำให้เขาต้องตื่นขึ้นมาฝึกตามคำสั่งของข้าพเจ้า        
        แต่ความจริง หน่วยก้านของนายคนนี้ ตาของข้าพเจ้าไม่ผิดเลย และไม่เคยผิดแม้สักครั้งเดียว ถ้าจะทำนายความก้าวหน้าของผู้ใดในศิลปะประเภทนี้        
        วันหนึ่งหลังจากการฝึกซ้อมแล้ว ข้าพเจ้าบอกเขาว่า เขาจะมีชื่อเสียงมากในวันต่อไป ขอให้เชื่อและทำตัวสนใจให้มากขึ้น และทำนายไว้ว่า เขาจะมีชื่อกว่านักร้องผู้หนึ่ง ซึ่งกำลังเก่งที่สุดในยุคนั้น        
        เมื่อการแสดงของเราเข้ารายการที่เฉลิมกรุงแล้ว ทั้งข้าพเจ้าและนายคนนี้ ได้ประสบผลอย่างงดงาม เลื่องลือไปทั่งกรุงเทพฯ โดยข้าพเจ้าร้องเพลง "ดินแดนแห่งดอกบัวงาม" เขาร้องเพลง " คนอาภัพรัก"        
        มันเป็นวาสนาของเขา ข้าพเจ้าไม่เคยคิดเลยว่า มันจะเป็นได้ถึงเพียงนั้น ชื่อของครูกับศิษย์ รุ่งโรจน์ไปทั่วกรุงเทพฯ อย่างหน้าชื่นใจที่สุด...        
       ... และจากการขับร้องเท่านั้น ที่จูงเขาเข้าสู่ความมีชื่อเสียง และก้าวมายืนเด่นอยู่ในแนวหน้าของยุคได้เขาผู้นี้คือ "สุรสิทธิ์ สัตย์วงศ์"        
        นอกเหนือจาก สุรสิทธิ์ สัตย์วงศ์ แล้ว ครูล้วน ควันธรรมยังมีลูกศิษย์อีกหลายคน เช่น ครูชาลี อินทรวิจิตร วิเชียร ภู่โชติ สมชาย ตัณฑกำเนิด ฯลฯ อีกด้วย        
        ครูล้วนควันธรรมเขียนเอาไว้ตอนหนึ่ง ว่า
        "... เด็กหนุ่มผู้นี้กำลังก้าวหน้าไปสู่ความมีชื่อเสียงรุ่งโรจน์ เป็นคนดีที่มีความกตัญญูดีมากคนหนึ่ง เขาตามมาภายหลัง สุรสิทธิ์เล็กน้อย ขณะที่มาใหม่ๆ กำลังอยู่ในวัยเรียน เป็นนักเรียนของกรมรถไฟ        
        นิสัยเป็นเด็กดี สอนอะไรมักจะทำตามและจำเอาเยี่ยงอย่างจนได้        
        เป็นเด็กขยันและสนใจในศิลปะด้านนี้จริงๆ เดี๋ยวนี้เขาสามารถเขียนคำร้องได้ เคยช่วยเหลือข้าพเจ้าในการประพันธ์คำร้อง ที่มีชื่อเสียงไว้หลายเพลง..."        
        เดี๋ยวนี้เด็กหนุ่ม ที่ครูล้วน ควันธรรมเขียนถึงข้างบนก็คือครูชาลี อินทรวิจิตร นักร้อง นักแสดงละครผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์ และนักประพันธ์เพลงที่มีผลงานอมตะมากมาย จนได้รีบการยกย่องให้เป็น ศิลปินแห่งชาติ เมื่อ ปี พ.ศ. ๒๕๓๗ นั่นเอง ไม่ใช่ใครอื่น      

จาก วงดนตรีล้วน ควันธรรม / คีตา พญาไท

http://manager.co.th/Entertainment/ViewNews.aspx?NewsID=9480000058932

ล้วน ควันธรรม
โดย … 170
จาก " หนังสือรวมเพลงอมตะ " ของ คุณชาตรี ศิลปสนอง

เมื่อยามรุ่งสุริย์เรืองรอง แสงทองส่องฟ้าอำไพ สดสวย … ดูโน่นซิอะไร ไหน .. อ๋อ .. นั่นหมู่ภมร .. งามตา แผ่วเบาดังสำลี ลอยลมไปไกล ต่างหมู่ดูวิไล บินไปบินมา
อาจารย์ล้วน ควันธรรม เป็นบุตรคนโตของนายลายและนางเฟื่อง ควันธรรม เกิดที่ธนบุรี เมื่อวันที่ ๒๔ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๕๕ มีพี่น้องร่วมมารดาเดียวกันและต่างมารดา รวมทั้งสิ้น ๗ คน
การศึกษา ประถมต้นที่โรงเรียนวัดสะพานสูง ประถมปลายที่โรงเรียนอัสสัมชัญบางรัก ชั้นมัธยมที่โรงเรียนเซนต์คาเบรียล
ชีวิตครอบครัว ได้ทำการสมรสกับ คุณนันทา พันธุ์พฤกษ์ บุตรีขุนจำรูญภักดี และนางตุ๊กตา พันธุ์พฤกษ์ เมื่อ พ.ศ.๒๔๙๙ มีบุตรธิดา รวมทั้งสิ้น ๖ คน
ประวัติการทำงาน
- รับราชการกรมฝิ่น ( กรมสรรพสามิต)
- รับราชการกรมโฆษณาการ (กรมประชาสัมพันธ์)
- กองดุริยางค์ทหารอากาศ
- และ ทำงานส่วนตัว สอนหนังสือ และประพันธ์เพลง จัดรายการวิทยุ-ทีวี ตลอดมาจนกระทั่งถึงแก่กรรม
อาจารย์ล้วน ควันธรรม เป็นบุตรคนโต คุณพ่อรับราชการอยู่กรมฝิ่นในสมัยนั้น เมื่อคุณแม่ถึงแก่กรรม เมื่ออาจารย์ล้วนอายุได้ ๑๑ ปี เนื่องจากมีนิสัยเป็นคนอยู่ไม่สุข ชอบคิดค้นคว้า วัยรุ่นเป็นนักมวยด้วยความจำเป็น เพราะถูกรังแก มีพลอากาศเอกบุญชู จันทรุเบกษา เป็นเพื่อนคู่หู ผลัดกันเป็นพี่เลี้ยงสมัยชกมวย ถ้าชนะได้รางวัลมาก็จะนำเงินมาซื้อของเลี้ยงเด็กๆ แล้วจึงหันมาร้องเพลง ถ้าร้องเพลงได้เงินมาก็จะนำมาเลี้ยงเพื่อนฝูงและเด็กๆ ชีวิตรักก็ธรรมดาๆ ประสาคนหนุ่มสมัยโน้น ด้วยความน้อยใจในผู้หญิง จึงเอาความนั้นมาผูกเป็นเพลง แต่มิใช่ดังข่าวที่เขาร่ำลือกันว่า รักกับคุณจุรี อุทัยกร ซึ่งเป็นเรื่องตรงกันข้ามขาวกับดำเลยทีเดียว รับราชการมาก็หลายที่ ร้องเพลงประกวดได้รางวัลหลายแห่ง เป็นคนปากร้ายแต่ใจดี โอบอ้อมอารี รักพวกพ้อง เรื่องชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์เป็นเรื่องใหญ่ ใครๆ ชอบล้อว่าขวาจัด อยู่กับเด็กๆ ตลอดมา รับเลี้ยงเด็กยากจน เด็กกำพร้าขาดผู้ปกครอง ด้วยความใจดีนี่แหละ ทำให้คุณล้วนและครอบครัวลำบาก ยากจน เพราะถ้าใครมาขอให้ช่วยเรื่องใดคุณล้วนจะช่วยทันทีหลายต่อหลายราย เพราะความใจดีนี่แหละ จึงเป็นเรื่องที่ต้องทุกข์ใจมาตลอดและมีโรคหัวใจติดตัว
อาจารย์ล้วน ควันธรรม มีชีวิตอยู่ท่ามกลางการต่อสู้แม้นว่าจะมีชื่อเสียงโด่งดัง แต่ท่านก็ยังคงดิ้นรนต่อสู้อยู่เสมอ บทเพลงและเสียงเสน่ห์ก้องกังวานทั่วประเทศ แต่หากเบื้องหลังชีวิตของท่าน น่าเห็นอกเห็นใจยิ่งนัก ใครๆ ก็ชอบเสียงของท่าน ครั้งหนึ่งเราเคยได้ยินเสียงของท่าน ดินแดนแห่งดอกบัวงาม … พอย่างเข้าเขตหน้าหนาว ลมหนาวก็โชยพัดกระหน่ำ … แหวนที่เคยประดับนิ้วก้อย … และบางซื่อมันไม่ซื้อเหมือนบาง ฉันคิดถึงนางแล้วต้องร้องไห้ …
สนใจวิชาดนตรีตั้งแต่เป็นเด็กนักเรียน เริ่มด้วยหีบเพลงปากซึ่งบรรเลงได้ดีมากสมัยที่คณะละคร "จันทโรภาส" ของ "พรานบูรพ์" กำลังรุ่งโรจน์ชอบติดตามไปหัดร้องเพลงข้างๆ หลืบ เมื่อภาพยนตร์พูดเสียงในฟิล์มเรื่องแรกเข้าฉายเมืองไทย " ริโอริต้า " มีคนนิยมร้องเพลงฝรั่งกันมาก จึงได้ซื้อแผ่นเสียงของนักร้องมีชื่อมาฝึกฝน เช่น คิด เพาเวล , จอน โบลท์ และ ลอเรนซ์ ทิเบต ระยะต่อมาท่านนิยมเสียงเทนเน่อร์ ของ เนลสัน เอดดี้ ฝึกจากเพลง Rose Mary จนกระทั่ง ล้วน ควันธรรม ได้ฉายาว่า " เนลสัน เอดดี้ " เมืองไทย และต่อมาได้ศึกษาการเรียนโน้ตสากลจาก " ครูสริ ยงยุทธ " เพลงแรกที่แต่งชื่อเพลง " วิมานในฝัน " เมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๗ ตั้งแต่นั้นเรื่อยมาเป็นเวลา ๓๒ ปี ท่านได้แต่งเพลงทั้งคำร้องและทำนองประมาณ ๓๐๐ เพลง สำหรับเพลงที่ท่านแต่งคำร้องเข้ากับทำนองเพลงสากลประมาณ ๓๐-๔๐ เพลง
เมื่อราว พ.ศ. ๒๔๘๒ กรมโฆษณาการได้รับสมัครนักร้อง ท่านได้ยื่นใบสมัครด้วยคนหนึ่งปรากฏว่า " สอบได้ " นักร้องยุคแรกนั้นคือ รุจี อุทัยกร , มัณฑนา โมรากุล , และล้วน ควันธรรม คนริเริ่มตั้งวงดนตรีกรมโฆษณาการ คือ หลวงสุขุม นัยประดิษฐ์ สมัยคุณวิลาศ โอสถานนท์ เป็นอธิบดี ก่อนเข้าทำงานกรมโฆษณาการได้รู้จักกับ ร.ท.ประสิทธิ์ ยังปรีดา ร.น. และ ร.ท.เขียน ธีมากร ซึ่งแนะนำให้ท่านเข้าไปร้องเพลงที่วิทยุศาลาแดง หรือ ๗ พี.เจ.
หลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ ได้ไม่กี่ปี ท่านก็ได้ตัดสินใจลาออกจากราชการนักร้อง นักแต่งเพลงโดยจัดวงดนตรีให้ชื่อว่า CHAMBER MUSIC ใช้นักดนตรี ๔ คน แสดงครั้งแรกที่ศาลาเฉลิมกรุง และตระเวนเล่นดนตรีที่วิกชั้น ๑ อื่นๆ อีกประมาณ ๔ ปี สมัยนั้นมีคู่แข่งสำคัญคือ "วงดุริยะโยธิน"
ระหว่างที่ทำงานอยู่กรมโฆษณาการ ได้แต่งละครวิทยุ ๓๐-๔๐ เรื่อง เพลงที่เด่นในยุคนั้นมีอยู่ด้วยกันหลายเพลง เช่น แหวนประดับก้อย , คำปฏิญาณ , เสียงกระซิบสั่ง , ค่ำแล้วในฤดูหนาว , ผีเสื้อกับดอกไม้ , เพลินเพลงเช้า , ระกำดวงจิต และ ใจเป็นห่วง ฯลฯ
นอกจากเรื่องที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้นนั้น สิ่งหนึ่งที่ไม่ควรจะลืมท่าน คือ ท่านเป็นผู้ให้กำเนิดจังหวะเพลง " ตะลุงเทมโป้ " โดยใช้ลีลาการเชิดหนังตะลุงของชาวใต้ให้เข้ากับจังหวะเพลงสากล ปรากฏว่า " ตะลุงเทมโป้ " ครื้นเครงดี และสร้างเพลงมาร์ช " ปฐพีไทย " จากคำปราศรัยของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ฟังแล้วขนลุกขนพองด้วยเพลงเลือดแห่งความรักชาติ
ชื่อเสียงของ " ล้วน ควันธรรม " ยังไม่ตาย … บทเพลง ท่วงทำนอง และเสียงอันเป็นเสน่ห์ของท่าน ยังคงเป็น "อมตะ" และนิรันดร มัจจุราชไม่เว้นใครทั้งนั้น ๒๗ มกราคม ๒๕๒๒ ท่านจึงจากไปอย่างไม่มีวันกลับ

ผู้ส่ง : กังหันลม


บ้านคนรักสุนทราภรณ์ http://dodee.com/suntaraporn

--------------------------------------------------------------------------------
บทความที่ปรากฏที่นี่เป็นบทความที่คนรักบทเพลงสุนทราภรณ์ เป็นผู้เขียนขึ้นหรือคัดหรือตัดตอนมาจากแหล่งความรู้ต่าง ๆ และส่งมาให้เรา โดยมีเจตนาเพื่อเทิดทูนครูเพลงและบทเพลงสุนทราภรณ์ อีกทั้งเพื่อใช้เป็นแหล่งค้นคว้า หากท่านพบว่าท่านเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์และไม่ประสงค์ที่จะให้มีการเผยแพร่บทความของท่านสู่สาธารณะ โปรดแจ้งให้เราทราบโดยด่วนเพื่อที่เราจะทำการนำออกจากเว็บไซด์ในทันทีที่ได้รับแจ้งจากท่าน โดยท่านสามารถแจ้งให้ทางเราทราบโดยส่ง email ไปที่ บรรณาธิการห้องบทความ

ให้...คุณ-ใจเป็นธรรม...สืบเนื่องจากกระทู้ก่อน-นู้น

ล้วน ควันธรรม
ครูเพลงคนแรกของชรินทร์ นันทนาคร ( ผู้ประพันธ์คำร้อง-ผู้กำกับภาพยนตร์) ประจำปีพุทธศักราช ๒๕๓๖
โดย … ๑๗๐
จาก " หนังสือรวมเพลงอมตะ " ของ คุณชาตรี ศิลปสนอง

เมื่อยามรุ่งสุริย์เรืองรอง แสงทองส่องฟ้าอำไพ สดสวย … ดูโน่นซิอะไร ไหน .. อ๋อ .. นั่นหมู่ภมร .. งามตา แผ่วเบาดังสำลี ลอยลมไปไกล ต่างหมู่ดูวิไล บินไปบินมา

ครูล้วน ควันธรรม เป็นบุตรคนโตของนายลายและนางเฟื่อง ควันธรรม เกิดที่ธนบุรี เมื่อวันที่ ๒๔ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๕๕ มีพี่น้องร่วมมารดาเดียวกันและต่างมารดา รวมทั้งสิ้น 7 คน
การศึกษา ประถมต้นที่โรงเรียนวัดสะพานสูง ประถมปลายที่โรงเรียนอัสสัมชัญบางรัก ชั้นมัธยมที่โรงเรียนเซนต์คาเบรียล
ชีวิตครอบครัว ได้ทำการสมรสกับ คุณนันทา พันธุ์พฤกษ์ บุตรีขุนจำรูญภักดี และนางตุ๊กตา พันธุ์พฤกษ์ เมื่อ พ.ศ.๒๔๙๙ มีบุตรธิดา รวมทั้งสิ้น ๖ คน
ประวัติการทำงาน
- รับราชการกรมฝิ่น (กรมสรรพสามิต)
- รับราชการกรมโฆษณาการ ( กรมประชาสัมพันธ์)
- กองดุริยางค์ทหารอากาศ
- และ ทำงานส่วนตัว สอนหนังสือ และประพันธ์เพลง จัดรายการวิทยุ-ทีวี ตลอดมาจนกระทั่งถึงแก่กรรม

ครูล้วน ควันธรรม เป็นบุตรคนโต คุณพ่อรับราชการอยู่กรมฝิ่นในสมัยนั้น เมื่อคุณแม่ถึงแก่กรรม เมื่อครูล้วนอายุได้ ๑๑ ปี เนื่องจากมีนิสัยเป็นคนอยู่ไม่สุข ชอบคิดค้นคว้า วัยรุ่นเป็นนักมวยด้วยความจำเป็น เพราะถูกรังแก มีพลอากาศเอกบุญชู จันทรุเบกษา เป็นเพื่อนคู่หู ผลัดกันเป็นพี่เลี้ยงสมัยชกมวย ถ้าชนะได้รางวัลมาก็จะนำเงินมาซื้อของเลี้ยงเด็กๆ แล้วจึงหันมาร้องเพลง ถ้าร้องเพลงได้เงินมาก็จะนำมาเลี้ยงเพื่อนฝูงและเด็กๆ ชีวิตรักก็ธรรมดาๆ ประสาคนหนุ่มสมัยโน้น ด้วยความน้อยใจในผู้หญิง จึงเอาความนั้นมาผูกเป็นเพลง แต่มิใช่ดังข่าวที่เขาร่ำลือกันว่า รักกับคุณจุรี อุทัยกร ซึ่งเป็นเรื่องตรงกันข้ามขาวกับดำเลยทีเดียว รับราชการมาก็หลายที่ ร้องเพลงประกวดได้รางวัลหลายแห่ง เป็นคนปากร้ายแต่ใจดี โอบอ้อมอารี รักพวกพ้อง เรื่องชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์เป็นเรื่องใหญ่ ใครๆ ชอบล้อว่าขวาจัด อยู่กับเด็กๆ ตลอดมา รับเลี้ยงเด็กยากจน เด็กกำพร้าขาดผู้ปกครอง ด้วยความใจดีนี่แหละ ทำให้คุณล้วนและครอบครัวลำบาก ยากจน เพราะถ้าใครมาขอให้ช่วยเรื่องใดคุณล้วนจะช่วยทันทีหลายต่อหลายราย เพราะความใจดีนี่แหละ จึงเป็นเรื่องที่ต้องทุกข์ใจมาตลอดและมีโรคหัวใจติดตัว
ครูล้วน ควันธรรม มีชีวิตอยู่ท่ามกลางการต่อสู้แม้นว่าจะมีชื่อเสียงโด่งดัง แต่ท่านก็ยังคงดิ้นรนต่อสู้อยู่เสมอ บทเพลงและเสียงเสน่ห์ก้องกังวานทั่วประเทศ แต่หากเบื้องหลังชีวิตของท่าน น่าเห็นอกเห็นใจยิ่งนัก ใครๆ ก็ชอบเสียงของท่าน ครั้งหนึ่งเราเคยได้ยินเสียงของท่าน
ดินแดนแห่งดอกบัวงาม … พอย่างเข้าเขตหน้าหนาว ลมหนาวก็โชยพัดกระหน่ำ … แหวนที่เคยประดับนิ้วก้อย … และบางซื่อมันไม่ซื่อเหมือนบาง ฉันคิดถึงนางแล้วต้องร้องไห้ …
สนใจวิชาดนตรีตั้งแต่เป็นเด็กนักเรียน เริ่มด้วยหีบเพลงปากซึ่งบรรเลงได้ดีมากสมัยที่คณะละคร " จันทโรภาส" ของ " พรานบูรพ์" กำลังรุ่งโรจน์ชอบติดตามไปหัดร้องเพลงข้างๆ หลืบ เมื่อภาพยนตร์พูดเสียงในฟิล์มเรื่องแรกเข้าฉายเมืองไทย " ริโอริต้า " มีคนนิยมร้องเพลงฝรั่งกันมาก จึงได้ซื้อแผ่นเสียงของนักร้องมีชื่อมาฝึกฝน เช่น คิด เพาเวล , จอน โบลท์ และ ลอเรนซ์ ทิเบต ระยะต่อมาท่านนิยมเสียงเทนเน่อร์ ของ เนลสัน เอดดี้ ฝึกจากเพลง Rose Mary จนกระทั่ง ล้วน ควันธรรม ได้ฉายาว่า " เนลสัน เอดดี้ " เมืองไทย และต่อมาได้ศึกษาการเรียนโน้ตสากลจาก " ครูสริ ยงยุทธ " เพลงแรกที่แต่งชื่อเพลง " วิมานในฝัน " เมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๗ ตั้งแต่นั้นเรื่อยมาเป็นเวลา ๓๒ ปี ท่านได้แต่งเพลงทั้งคำร้องและทำนองประมาณ ๓๐๐ เพลง สำหรับเพลงที่ท่านแต่งคำร้องเข้ากับทำนองเพลงสากลประมาณ ๓๐-๔๐ เพลง
เมื่อราว พ.ศ. ๒๔๘๒ กรมโฆษณาการได้รับสมัครนักร้อง ท่านได้ยื่นใบสมัครด้วยคนหนึ่งปรากฏว่า " สอบได้ " นักร้องยุคแรกนั้นคือ รุจี อุทัยกร , มัณฑนา โมรากุล , และล้วน ควันธรรม คนริเริ่มตั้งวงดนตรีกรมโฆษณาการ คือ หลวงสุขุม นัยประดิษฐ์ สมัยคุณวิลาศ โอสถานนท์ เป็นอธิบดี ก่อนเข้าทำงานกรมโฆษณาการได้รู้จักกับ ร.ท.ประสิทธิ์ ยังปรีดา ร.น. และ ร.ท.เขียน ธีมากร ซึ่งแนะนำให้ท่านเข้าไปร้องเพลงที่วิทยุศาลาแดง หรือ ๗ พี.เจ.
หลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ ได้ไม่กี่ปี ท่านก็ได้ตัดสินใจลาออกจากราชการนักร้อง นักแต่งเพลงโดยจัดวงดนตรีให้ชื่อว่า CHAMBER MUSIC ใช้นักดนตรี ๔ คน แสดงครั้งแรกที่ศาลาเฉลิมกรุง และตระเวนเล่นดนตรีที่วิกชั้น ๑ อื่นๆ อีกประมาณ ๔ ปี สมัยนั้นมีคู่แข่งสำคัญคือ " วงดุริยะโยธิน"
ระหว่างที่ทำงานอยู่กรมโฆษณาการ ได้แต่งละครวิทยุ ๓๐-๔๐ เรื่อง เพลงที่เด่นในยุคนั้นมีอยู่ด้วยกันหลายเพลง เช่น แหวนประดับก้อย , คำปฏิญาณ , เสียงกระซิบสั่ง , ค่ำแล้วในฤดูหนาว , ผีเสื้อกับดอกไม้ , เพลินเพลงเช้า , ระกำดวงจิต และ ใจเป็นห่วง ฯลฯ
นอกจากเรื่องที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้นนั้น สิ่งหนึ่งที่ไม่ควรจะลืมท่าน คือ ท่านเป็นผู้ให้กำเนิดจังหวะเพลง " ตะลุงเทมโป้ " โดยใช้ลีลาการเชิดหนังตะลุงของชาวใต้ให้เข้ากับจังหวะเพลงสากล ปรากฏว่า " ตะลุงเทมโป้ " ครื้นเครงดี และสร้างเพลงมาร์ช " ปฐพีไทย " จากคำปราศรัยของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ฟังแล้วขนลุกขนพองด้วยเพลงเลือดแห่งความรักชาติ
ชื่อเสียงของ " ล้วน ควันธรรม " ยังไม่ตาย … บทเพลง ท่วงทำนอง และเสียงอันเป็นเสน่ห์ของท่าน ยังคงเป็น "อมตะ" และนิรันดร มัจจุราชไม่เว้นใครทั้งนั้น ๒๗ มกราคม ๒๕๒๒ ท่านจึงจากไปอย่างไม่มีวันกลับ

 
 

© 2008-2009 Baannapleangthai. All Rights Reserved.
E-mail: chavapan_1@hotmail.com โทรศัพท์: ๐๘๑ ๔๐๐๒๙๓๕, ๐๒ ๓๑๑๗๖๐๐
Designed by Phuketall Design & Develop, Useful Links
Powered by: Phuketall, Phuket, Khaolak, Samui, Bangkok